วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

ศรัทธาต้องไม่เป็นเกราะกำบังของความบิดเบือน

ศรัทธาต้องไม่เป็นเกราะกำบังของความบิดเบือน

ถึงเวลาปฏิรูป “ปอเนาะ” ให้พ้นจากเงาของผู้แอบอ้างศาสนา ในทุกสังคมที่ศรัทธาเป็นรากฐานของผู้คน การปกป้องศรัทธาไม่ใช่เพียงการป้องกันภัยจากผู้โจมตีภายนอก แต่รวมถึงการกล้ากำจัดผู้บิดเบือนศรัทธาจากภายในด้วย

สังคมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จำเป็นต้องกล้ายอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมาเสียทีว่า แม้ “ปอเนาะ” จะเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาที่มีคุณูปการมหาศาลต่อสังคม เป็นแหล่งหล่อหลอมคุณธรรม เป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณ และเป็นสถาบันที่สร้างบุคลากรทางศาสนาให้แก่ชุมชนมาอย่างยาวนาน

แต่ในอีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน คือ มีปอเนาะบางแห่งถูกแทรกซึม ถูกครอบงำ และถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีวาระซ่อนเร้น ในการบิดเบือนคำสอนทางศาสนา ปลูกฝังแนวคิดที่สุดโต่งและสร้างความชอบธรรมให้กับแนวทางที่เป็นภัยต่อสังคมและความมั่นคงของชาติ

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ สังคมจำนวนมากยังคงเลือก “นิ่งเงียบ” ด้วยความหวาดกลัวต่อข้อกล่าวหาเรื่องการเหมารวม

หรือเกรงว่าการพูดถึงปัญหาจะกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่

ทว่าประวัติศาสตร์พิสูจน์มาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า สังคมใดก็ตามที่ไม่กล้าพูดถึงปัญหาสังคมนั้นไม่มีวันแก้ปัญหาได้

การปฏิเสธไม่พูดถึงการบิดเบือนศาสนาในบางปอเนาะ ไม่ได้ช่วยปกป้องศาสนา แต่กลับเปิดพื้นที่ให้ผู้แอบอ้างศาสนาใช้สถาบันอันทรงเกียรตินี้เป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพล

ต้องพูดให้ชัดว่า การตรวจสอบปอเนาะที่มีพฤติกรรมผิดปกติ

ไม่ใช่การโจมตีศาสนา

ไม่ใช่การทำลายอัตลักษณ์มลายูมุสลิม

และไม่ใช่การเหมารวมประชาชนทั้งพื้นที่

ตรงกันข้าม มันคือการปกป้องสถาบันปอเนาะส่วนใหญ่ ที่ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่สอนศาสนาอย่างบริสุทธิ์ ไม่ให้ต้องมัวหมองเพราะการกระทำของคนเพียงหยิบมือ

รัฐไม่ควรปล่อยให้คำว่า “ศาสนา” กลายเป็นพื้นที่ปลอดการตรวจสอบ

เพราะไม่มีสถาบันใดในสังคมประชาธิปไตยที่ควรอยู่เหนือการตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยว่ากำลังมีการใช้สถาบันนั้นเพื่อบ่อนทำลายสังคมจากภายใน

หากโรงเรียนใดปลูกฝังความเกลียดชัง

โรงเรียนนั้นต้องถูกตรวจสอบ

หากองค์กรใดเผยแพร่แนวคิดสุดโต่ง

องค์กรนั้นต้องถูกดำเนินการ

และหากปอเนาะใดบิดเบือนคำสอนศาสนาเพื่อชักนำเยาวชนไปสู่แนวคิดรุนแรง

ปอเนาะนั้นก็ต้องถูกตรวจสอบเช่นกัน - โดยไม่มีข้อยกเว้น

การปล่อยให้คนส่วนน้อยใช้ศาสนาเป็นเกราะกำบัง เท่ากับการทรยศต่อคนส่วนใหญ่ที่ศรัทธาอย่างบริสุทธิ์ เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่รัฐบาล แต่คือประชาชนมุสลิมในพื้นที่เอง

คือพ่อแม่ที่สูญเสียลูกหลานให้กับการปลูกฝังผิดเพี้ยน

คือชุมชนที่ต้องแบกรับภาพลักษณ์เชิงลบจากการกระทำของคนเพียงบางกลุ่ม

และคือสถาบันปอเนาะนับร้อยแห่งที่ทำงานอย่างสุจริต

แต่ต้องถูกตั้งข้อสงสัยเพราะความเงียบของสังคมต่อผู้กระทำผิด

การปฏิรูปปอเนาะจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นความจำเป็น การปฏิรูปไม่ได้หมายถึงการควบคุมศาสนา แต่หมายถึงการร่วมกันกำหนดมาตรฐาน

ร่วมกันสร้างระบบตรวจสอบ ร่วมกันยืนยันว่า พื้นที่แห่งศรัทธาจะต้องไม่กลายเป็นพื้นที่เพาะบ่มความสุดโต่ง

ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้างเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่าง

การศึกษาศาสนา” กับ “การบิดเบือนศาสนา

เสรีภาพทางศาสนา” กับ “การแอบอ้างศาสนาเพื่อสร้างภัย

ผู้นำศาสนา” กับ “ผู้ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือทางอุดมการณ์

และต้องย้ำให้ชัดว่า ผู้ใดก็ตามที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยก ผู้นั้นไม่ใช่ผู้พิทักษ์ศาสนา แต่คือผู้ทำลายศาสนาในคราบนักศรัทธา

ผู้ใดก็ตามที่ใช้คำสอนแห่งพระเจ้าเพื่อปลุกระดมความเกลียดชัง ผู้นั้นไม่ได้ปกป้องความเชื่อ แต่กำลังบิดเบือนความเชื่อเพื่อรับใช้วาระของตน

สังคมไทยไม่ควรต้องเลือกระหว่าง “การปกป้องศาสนา” กับ“การปกป้องความมั่นคง” เพราะทั้งสองสิ่งสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้ หากเรากล้าจัดการกับผู้ที่บิดเบือนศาสนาอย่างจริงจัง

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับว่า การนิ่งเฉยต่อปัญหา คือการปล่อยให้ปัญหาเติบโต

การหลีกเลี่ยงความจริง ไม่ใช่หนทางสู่สันติภาพ และการปล่อยให้ผู้แอบอ้างศาสนามีพื้นที่เคลื่อนไหว ไม่ใช่การเคารพศรัทธา แต่คือการทำลายศรัทธาอย่างช้า ๆ

ปอเนาะต้องกลับมาเป็นพื้นที่แห่งปัญญาแห่งคุณธรรม และแห่งการสร้างอนาคตของเยาวชน

ไม่ใช่พื้นที่ของความหวาดระแวง

ไม่ใช่พื้นที่ของการบิดเบือน

และไม่ใช่พื้นที่ของเงามืดทางอุดมการณ์

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สังคมที่ไม่กล้าปกป้องความจริง ย่อมไม่อาจปกป้องอนาคตของตนได้ และศรัทธาที่แท้จริง จะไม่มีวันถูกใช้เป็นเกราะกำบังของความชั่ว หากสังคมยังมีความกล้าพอที่จะเปิดโปงมัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น