คนมีคดีความ มีตราบาปเคยเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ
จะเป็นวีระบุรุษชะฮีดศาสนาได้อย่างไร
ในหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม
การตัดสินคุณค่าของการเสียชีวิตของบุคคลหนึ่ง ไม่ได้ดูเพียงแค่ “สถานที่ที่เขาเสียชีวิต”
หรือ “สถานการณ์ของการตาย” เท่านั้น
แต่ต้องพิจารณาจากการดำเนินชีวิตและการกระทำของเขาตามบทบัญญัติของศาสนาด้วย
อิสลามสอนอย่างชัดเจนว่า
ผู้ใดที่จงใจฆ่าผู้บริสุทธิ์ เท่ากับว่าเขาได้ฆ่ามนุษยชาติทั้งมวล
เพราะชีวิตของมนุษย์เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงให้เกียรติและหวงแหน
การละเมิดชีวิตของผู้บริสุทธิ์จึงเป็นบาปใหญ่ที่ร้ายแรงยิ่ง
เช่นเดียวกันกับผู้ที่ติดหนี้สิน
หากเขาเสียชีวิตโดยที่ยังไม่ชดใช้หนี้ หรือไม่ได้พยายามแก้ไขสิทธิของผู้อื่น
สิทธิของมนุษย์นั้นยังคงผูกพันอยู่ และไม่อาจถูกลบล้างได้ง่าย ๆ
ผู้ที่ดำรงชีวิตอยู่กับบาปอย่างต่อเนื่อง
ไม่สำนึก ไม่กลับเนื้อกลับตัว และผู้ที่ชอบนินทา ใส่ร้าย ทำลายเกียรติของผู้อื่น
ล้วนเป็นการกระทำที่อิสลามตำหนิอย่างหนัก
บางลักษณะของพฤติกรรมเช่นนี้ถูกอธิบายว่าเป็นคุณลักษณะของ “มูนาฟิก”
หรือผู้กลับกลอกในศาสนา
ดังนั้น
การที่บุคคลหนึ่งเสียชีวิตในสถานการณ์ของความขัดแย้งหรือสนามรบ
มิได้หมายความว่าเขาจะได้รับสถานะ “ชะฮีด” โดยอัตโนมัติ
หากก่อนหน้านั้นเขาได้กระทำความผิดร้ายแรงต่อผู้บริสุทธิ์ ละเมิดสิทธิของผู้อื่น
หรือสร้างความเดือดร้อนต่อสังคม
ในบริบทของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
หากบุคคลใดเคยมีประวัติทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น
หรือสร้างความบาดหมางในสังคม การเสียชีวิตจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ
มิอาจนำมาอ้างว่าเป็นการเสียชีวิตในฐานะ “ชะฮีดเพื่อศาสนา” ได้
หลักศาสนาอิสลามมีเงื่อนไขที่ชัดเจนในเรื่องนี้
และไม่เปิดช่องให้การใช้ความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์ถูกยกย่องเป็นการต่อสู้ทางศาสนา
ด้วยเหตุนี้
ผู้ที่เสียชีวิตในลักษณะดังกล่าว
จึงจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติตามขั้นตอนของศพมุสลิมทั่วไป ได้แก่ การชำระล้างศพ
การห่อศพ การละหมาดญะนาซะฮฺ และการฝังในสุสานตามหลักศาสนา
โดยไม่มีสิทธิพิเศษใดเหนือศพมุสลิมคนอื่น
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว
อิสลามไม่ได้ตัดสินจากคำกล่าวอ้างของมนุษย์
แต่การตัดสินที่แท้จริงนั้นอยู่กับอัลลอฮฺ ผู้ทรงยุติธรรมที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น