การเมืองอัตลักษณ์เทียม:
บอร์ดเกม ประวัติศาสตร์ปลอม และเส้นทางสู่การแบ่งแยกดินแดน
ท่านทราบหรือไม่ว่า
"สำนึกในชาติไม่ได้เกิดจากสายเลือด แต่เกิดจากความผูกพันที่สั่งสมจากอดีตถึงปัจจุบัน"
มีชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อยที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย พูดภาษาไทยชัด
ร้องเพลงชาติได้ เคารพสถาบัน ผูกพันกับผู้คนและแผ่นดินนี้อย่างลึกซึ้ง
แม้ใบหน้าจะเป็นฝรั่ง ผิวขาว ผมทอง แต่ไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาเป็น “คนไทย”
อย่างสมบูรณ์
และตัวอย่างนี้เองที่พิสูจน์อย่างชัดเจนว่าสำนึกในชาติ
ไม่ได้ถือกำเนิดจากการถูกบอกว่าเราเป็นคนเผ่าพันธุ์ใด พูดภาษาอะไร
หรือถูกจัดวางให้อยู่ในกล่องอัตลักษณ์แบบใดแบบหนึ่ง
หากแต่เกิดจากความหวงแหนในความสัมพันธ์ร่วมกัน ระหว่างผู้คน แผ่นดิน สถาบัน
และประวัติศาสตร์ที่เดินเคียงกันมาอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อใดก็ตามที่มีความพยายามตัดตอนความทรงจำร่วม
แล้วสอดแทรกเรื่องเล่าใหม่เข้าไปแทนที่ เมื่อนั้นสำนึกในชาติจะไม่พังลงทันที
แต่มันจะค่อย ๆ ถูกทำให้กลวงจากข้างใน ตามทฤษฎีสไลด์ซิ่งซาลามี่
การเมืองของอัตลักษณ์เทียม:
เมื่อความหลากหลายกลายเป็นข้ออ้าง
สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
คือความพยายามของกลุ่มการเมืองบางส่วน โดยเฉพาะแนวคิดที่เชื่อมโยงกับ พรรคประชาชน
ในการผลักดันกิจกรรม สื่อ และกระบวนการเรียนรู้
ที่อ้างว่าเป็นการคืนเสียงให้ท้องถิ่น หรือเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรม
แต่ในความเป็นจริง
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การยอมรับความหลากหลาย
หากคือการคัดเลือกเรื่องเล่าบางด้านมาขยายซ้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง “อัตลักษณ์ใหม่”
ที่แยกตัวออกจากความเป็นชาติไทยโดยรวม
*นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ
*นี่คือการเมืองเชิงออกแบบ
*บอร์ดเกมไม่ใช่ของเล่น
เมื่อมันถูกใช้เป็นอาวุธทางวัฒนธรรม
*บอร์ดเกมที่อ้างอิง
“ปัตตานี”
ไม่ได้เป็นเพียงสื่อการเรียนรู้ไร้พิษภัยอย่างที่พยายามทำให้ดูเป็น
เมื่อเกมถูกออกแบบให้เลือกเล่าเฉพาะความทรงจำด้านเดียว
ตัดบริบทความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับรัฐสยามออก
และจัดวางรัฐไทยในฐานะผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียว มันจึงไม่ใช่การเรียนรู้
แต่คือการฝึกให้รู้สึก
เกมเหล่านี้ทำหน้าที่ปลูกฝังกรอบอารมณ์ใหม่
ให้ผู้เล่นค่อย ๆ รู้สึกว่าตนเองเป็นคนละพวกกับรัฐ โดยไม่ต้องพูดคำว่า
“แบ่งแยกดินแดน” ออกมาแม้แต่คำเดียว
กาตาลุญญา:
ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาใช้ผิดบริบท
ฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดนี้มักอ้างกรณีกาตาลุญญา
เพื่อสร้างภาพว่าปัตตานีก็เป็นอัตลักษณ์ที่ถูกกดทับเช่นเดียวกัน แต่นี่คือการเปรียบเทียบที่บิดเบือนโดยเจตนา
กาตาลุญญามีประวัติศาสตร์
ภาษา และโครงสร้างการปกครองที่แยกขาดจากรัฐสเปนอย่างชัดเจน
การรวมเข้ากับสเปนเกิดจากสงครามและการรวมศูนย์อำนาจ
ตรงกันข้าม
ปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของสยามมาโดยตลอด ความสัมพันธ์เป็นแบบเครือญาติ การอุปถัมภ์
และการยอมรับอำนาจในบริบทของรัฐโบราณ ไม่ใช่อาณานิคมแบบตะวันตก และไม่เคยมีรัฐชาติ
“ปัตตานี” แยกขาดจากสยามในความหมายแบบสมัยใหม่
การนำโมเดลกาตาลุญญามาครอบปัตตานี
จึงไม่ใช่ความผิดพลาดทางวิชาการธรรมดา
แต่คือการเลือกใช้ตัวอย่างเพื่อชี้นำความรู้สึกทางการเมือง
ประวัติศาสตร์เท็จ
วัฒนธรรมเท็จ และการปั้น New
Normal
เป้าหมายที่แท้จริงของกิจกรรมเหล่านี้
ไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้ แต่คือการสร้างประวัติศาสตร์เท็จ
ด้วยการตัดทอนข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกับเรื่องเล่าที่ต้องการ คือการสร้างวัฒนธรรมเท็จ
ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนแยกขาดจากชาติ ทั้งที่เคยอยู่ร่วมกันมาโดยไม่ขัดแย้ง และคือการสร้าง
New
Normal ทางความรู้สึก
ที่ทำให้การตั้งคำถามต่อความเป็นชาติไทยดูเป็นเรื่องธรรมดา
นี่คือการเมืองแบบใหม่
การเมืองที่ไม่ต้องใช้ปืน แต่ใช้สื่อ ใช้กิจกรรม ใช้เกม
และใช้มหาวิทยาลัยเป็นสนามทดลอง สิ่งที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา
คือการเมืองอัตลักษณ์เทียมที่ถูกผลักดันโดยพรรคประชาชน
ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่เคลื่อนไปใน “ทิศทางเดียวกันทางอุดมการณ์”
กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอย่าง BRN ซึ่งใช้ประวัติศาสตร์
ความรู้สึกเจ็บแค้น
และอัตลักษณ์ที่ถูกบิดเบือนเป็นเครื่องมือในการแยกผู้คนออกจากรัฐไทย
ความแตกต่างมีเพียงวิธีการ
BRN ใช้อาวุธและความรุนแรง
ขณะที่พรรคประชาชนและเครือข่ายแนวคิด
ใช้สื่อ ใช้กิจกรรม ใช้มหาวิทยาลัย และใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือ
แต่ปลายทางของทั้งสองแนวทาง
คือการทำให้คนรุ่นใหม่ “ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชาติเดียวกัน”
และนั่นคือเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดของการแบ่งแยกดินแดน
สรุป:
เจตนาที่ซ่อนอยู่หลังอัตลักษณ์ปลอม
เมื่อพิจารณาอย่างเป็นระบบ
จะเห็นได้ชัดว่า พรรคประชาชน
มีบทบาทในการสนับสนุนและเอื้อให้เกิดการสร้างอัตลักษณ์ปลอมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง
ไม่ว่าจะโดยเจตนาตรงหรือโดยผลลัพธ์ทางการเมือง
ตั้งแต่การจำลองการเลือกตั้งในลักษณะแบ่งแยกดินแดนในรั้วมหาวิทยาลัย
ไปจนถึงการผลักดันบอร์ดเกมและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมให้กลายเป็น “เครื่องมือการเรียนรู้”
ทั้งหมดล้วนเป็นกระบวนการเดียวกับที่ขบวนการอย่าง BRN ใช้มานาน
เพียงแต่เปลี่ยนจากปืนเป็นสื่อ และจากสนามรบเป็นห้องเรียน
ผลลัพธ์อาจไม่เกิดวันนี้
และอาจไม่เกิดพรุ่งนี้
แต่จะเกิดขึ้นแน่นอน
เมื่อคนรุ่นใหม่เหล่านี้เติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองไทย ที่มีสัญชาติไทย
แต่มีจิตใจแยกขาดจากชาติ เพราะถูกหล่อหลอมด้วย artificial information ที่ถูกออกแบบมาเพื่อบิดความทรงจำและความรู้สึกอย่างเป็นระบบ
และเมื่อถึงวันนั้น
การแบ่งแยกจะไม่ต้องถูกปลุก เพราะมันถูก “เตรียมฐานทางความคิด”
ไว้เรียบร้อยแล้ว
#การเมืองอัตลักษณ์เทียม
#BRN
#แบ่งแยกดินแดน
#สงครามทางวัฒนธรรม
#ประวัติศาสตร์ปลอม
#อัตลักษณ์ปลอม
#ความมั่นคงของรัฐ





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น