วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2569

บอร์ดเกม ประวัติศาสตร์ปลอม และเส้นทางสู่การแบ่งแยกดินแดน

การเมืองอัตลักษณ์เทียม: บอร์ดเกม ประวัติศาสตร์ปลอม และเส้นทางสู่การแบ่งแยกดินแดน

ท่านทราบหรือไม่ว่า "สำนึกในชาติไม่ได้เกิดจากสายเลือด แต่เกิดจากความผูกพันที่สั่งสมจากอดีตถึงปัจจุบัน" มีชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อยที่เกิดและเติบโตในเมืองไทย พูดภาษาไทยชัด ร้องเพลงชาติได้ เคารพสถาบัน ผูกพันกับผู้คนและแผ่นดินนี้อย่างลึกซึ้ง แม้ใบหน้าจะเป็นฝรั่ง ผิวขาว ผมทอง แต่ไม่มีใครปฏิเสธว่าเขาเป็น “คนไทย” อย่างสมบูรณ์

และตัวอย่างนี้เองที่พิสูจน์อย่างชัดเจนว่าสำนึกในชาติ ไม่ได้ถือกำเนิดจากการถูกบอกว่าเราเป็นคนเผ่าพันธุ์ใด พูดภาษาอะไร หรือถูกจัดวางให้อยู่ในกล่องอัตลักษณ์แบบใดแบบหนึ่ง หากแต่เกิดจากความหวงแหนในความสัมพันธ์ร่วมกัน ระหว่างผู้คน แผ่นดิน สถาบัน และประวัติศาสตร์ที่เดินเคียงกันมาอย่างต่อเนื่อง

และเมื่อใดก็ตามที่มีความพยายามตัดตอนความทรงจำร่วม แล้วสอดแทรกเรื่องเล่าใหม่เข้าไปแทนที่ เมื่อนั้นสำนึกในชาติจะไม่พังลงทันที แต่มันจะค่อย ๆ ถูกทำให้กลวงจากข้างใน ตามทฤษฎีสไลด์ซิ่งซาลามี่

การเมืองของอัตลักษณ์เทียม: เมื่อความหลากหลายกลายเป็นข้ออ้าง

สิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือความพยายามของกลุ่มการเมืองบางส่วน โดยเฉพาะแนวคิดที่เชื่อมโยงกับ พรรคประชาชน ในการผลักดันกิจกรรม สื่อ และกระบวนการเรียนรู้ ที่อ้างว่าเป็นการคืนเสียงให้ท้องถิ่น หรือเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรม

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การยอมรับความหลากหลาย หากคือการคัดเลือกเรื่องเล่าบางด้านมาขยายซ้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้าง “อัตลักษณ์ใหม่” ที่แยกตัวออกจากความเป็นชาติไทยโดยรวม

*นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ

*นี่คือการเมืองเชิงออกแบบ

*บอร์ดเกมไม่ใช่ของเล่น เมื่อมันถูกใช้เป็นอาวุธทางวัฒนธรรม

*บอร์ดเกมที่อ้างอิง “ปัตตานี” ไม่ได้เป็นเพียงสื่อการเรียนรู้ไร้พิษภัยอย่างที่พยายามทำให้ดูเป็น

เมื่อเกมถูกออกแบบให้เลือกเล่าเฉพาะความทรงจำด้านเดียว ตัดบริบทความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับรัฐสยามออก และจัดวางรัฐไทยในฐานะผู้กระทำเพียงฝ่ายเดียว มันจึงไม่ใช่การเรียนรู้ แต่คือการฝึกให้รู้สึก

เกมเหล่านี้ทำหน้าที่ปลูกฝังกรอบอารมณ์ใหม่ ให้ผู้เล่นค่อย ๆ รู้สึกว่าตนเองเป็นคนละพวกกับรัฐ โดยไม่ต้องพูดคำว่า “แบ่งแยกดินแดน” ออกมาแม้แต่คำเดียว

กาตาลุญญา: ตัวอย่างที่ถูกหยิบมาใช้ผิดบริบท

ฝ่ายที่สนับสนุนแนวคิดนี้มักอ้างกรณีกาตาลุญญา เพื่อสร้างภาพว่าปัตตานีก็เป็นอัตลักษณ์ที่ถูกกดทับเช่นเดียวกัน แต่นี่คือการเปรียบเทียบที่บิดเบือนโดยเจตนา

กาตาลุญญามีประวัติศาสตร์ ภาษา และโครงสร้างการปกครองที่แยกขาดจากรัฐสเปนอย่างชัดเจน การรวมเข้ากับสเปนเกิดจากสงครามและการรวมศูนย์อำนาจ

ตรงกันข้าม ปัตตานีเป็นส่วนหนึ่งของสยามมาโดยตลอด ความสัมพันธ์เป็นแบบเครือญาติ การอุปถัมภ์ และการยอมรับอำนาจในบริบทของรัฐโบราณ ไม่ใช่อาณานิคมแบบตะวันตก และไม่เคยมีรัฐชาติ “ปัตตานี” แยกขาดจากสยามในความหมายแบบสมัยใหม่

การนำโมเดลกาตาลุญญามาครอบปัตตานี จึงไม่ใช่ความผิดพลาดทางวิชาการธรรมดา แต่คือการเลือกใช้ตัวอย่างเพื่อชี้นำความรู้สึกทางการเมือง

ประวัติศาสตร์เท็จ วัฒนธรรมเท็จ และการปั้น New Normal

เป้าหมายที่แท้จริงของกิจกรรมเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ที่การเรียนรู้ แต่คือการสร้างประวัติศาสตร์เท็จ ด้วยการตัดทอนข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกับเรื่องเล่าที่ต้องการ คือการสร้างวัฒนธรรมเท็จ ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนแยกขาดจากชาติ ทั้งที่เคยอยู่ร่วมกันมาโดยไม่ขัดแย้ง และคือการสร้าง New Normal ทางความรู้สึก ที่ทำให้การตั้งคำถามต่อความเป็นชาติไทยดูเป็นเรื่องธรรมดา

นี่คือการเมืองแบบใหม่ การเมืองที่ไม่ต้องใช้ปืน แต่ใช้สื่อ ใช้กิจกรรม ใช้เกม และใช้มหาวิทยาลัยเป็นสนามทดลอง สิ่งที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมา คือการเมืองอัตลักษณ์เทียมที่ถูกผลักดันโดยพรรคประชาชน ไม่ได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่เคลื่อนไปใน “ทิศทางเดียวกันทางอุดมการณ์” กับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอย่าง BRN ซึ่งใช้ประวัติศาสตร์ ความรู้สึกเจ็บแค้น และอัตลักษณ์ที่ถูกบิดเบือนเป็นเครื่องมือในการแยกผู้คนออกจากรัฐไทย

ความแตกต่างมีเพียงวิธีการ

BRN ใช้อาวุธและความรุนแรง

ขณะที่พรรคประชาชนและเครือข่ายแนวคิด ใช้สื่อ ใช้กิจกรรม ใช้มหาวิทยาลัย และใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือ

แต่ปลายทางของทั้งสองแนวทาง คือการทำให้คนรุ่นใหม่ “ไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชาติเดียวกัน” และนั่นคือเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดของการแบ่งแยกดินแดน

สรุป: เจตนาที่ซ่อนอยู่หลังอัตลักษณ์ปลอม

เมื่อพิจารณาอย่างเป็นระบบ จะเห็นได้ชัดว่า พรรคประชาชน มีบทบาทในการสนับสนุนและเอื้อให้เกิดการสร้างอัตลักษณ์ปลอมเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะโดยเจตนาตรงหรือโดยผลลัพธ์ทางการเมือง

ตั้งแต่การจำลองการเลือกตั้งในลักษณะแบ่งแยกดินแดนในรั้วมหาวิทยาลัย ไปจนถึงการผลักดันบอร์ดเกมและกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมให้กลายเป็น “เครื่องมือการเรียนรู้” ทั้งหมดล้วนเป็นกระบวนการเดียวกับที่ขบวนการอย่าง BRN ใช้มานาน เพียงแต่เปลี่ยนจากปืนเป็นสื่อ และจากสนามรบเป็นห้องเรียน

ผลลัพธ์อาจไม่เกิดวันนี้ และอาจไม่เกิดพรุ่งนี้

แต่จะเกิดขึ้นแน่นอน เมื่อคนรุ่นใหม่เหล่านี้เติบโตขึ้นมาเป็นพลเมืองไทย ที่มีสัญชาติไทย แต่มีจิตใจแยกขาดจากชาติ เพราะถูกหล่อหลอมด้วย artificial information ที่ถูกออกแบบมาเพื่อบิดความทรงจำและความรู้สึกอย่างเป็นระบบ

และเมื่อถึงวันนั้น การแบ่งแยกจะไม่ต้องถูกปลุก เพราะมันถูก “เตรียมฐานทางความคิด” ไว้เรียบร้อยแล้ว

#การเมืองอัตลักษณ์เทียม

#BRN

#แบ่งแยกดินแดน

#สงครามทางวัฒนธรรม

#ประวัติศาสตร์ปลอม

#อัตลักษณ์ปลอม

#ความมั่นคงของรัฐ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น