‘รอมฎอน’
เดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม
เมื่อ
18 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักจุฬาราชมนตรี ออกประกาศของจุฬาราชมนตรี เรื่อง
กำหนดวันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1447 โดยระบุว่า
ตามที่ได้ประกาศให้พี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันที่ 1
ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1447 ในวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
เวลาหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านั้น ปรากฏว่า มีผู้เห็นดวงจันทร์
จึงประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า
วันที่ 1 ของเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1447 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 19 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2569
การที่มีผู้เห็นดวงจันทร์ในวันและเวลาดังกล่าว
มีการแจ้ง ตรวจสอบและรายงานผลการดูดวงจันทร์ไปยังจุฬาราชมนตรี
มีการประกาศกำหนดเดือน “รอมฎอน” อย่างเป็นทางการ
เทศกาลถือศีลอดก็จะเริ่มขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้น
โดยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีสถานที่ดูดวงจันทร์บริเวณศาลาดูดวงจันทร์
เขาปาเร๊ะ ตำบลยะหา อำเภอยะหา จังหวัดยะลา
เพื่อกำหนดวันแรกของการถือศีลอดอดในเดือนรอมฎอน
รอมฎอน
เป็นเดือนศักดิ์สิทธิ์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและถือเป็นเดือนแห่งการอุทิศร่างกายและจิตวิญญาณให้แก่พระผู้เป็นเจ้า
และยังเป็นหนึ่งในธรรมเนียมมุสลิมไม่กี่ประการที่เป็นที่คุ้นเคยของประชาชนต่าง
ศาสนาเป็นอย่างดี ในฐานะเทศกาลถือศีลอด ซึ่งชาวมุสลิมทุกคนจะไม่รับประทานอาหารและเครื่องดื่มใดๆตั้งแต่พระอาทิตย์
ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน
เพื่อเป็นการฝึกความอดทนและให้เห็นใจผู้ที่ยากจนและขาดโอกาสในสังคม
ตลอดช่วงเดือนรอมฎอน
ซึ่งกินเวลา 29-30 วัน หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ชาวมุสลิมจะปฏิบัติศาสนกิจเพื่ออัลเลาะห์ ด้วยการอดอาหาร งดเว้นเครื่องดื่ม
พร้อมทั้งงดเว้นจากการร่วมประเวณี
และต้องเข้มงวดระมัดระวังตนเองไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งต้องห้ามของศาสนาและการกระทำในสิ่งที่ไร้สาระ
รวมทั้งต้องไม่กระทำใดๆที่ ขัดต่อคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าจะด้วย
-
ทางมือ ด้วยการทำร้าย หรือหยิบฉวย ลักขโมย
-
ทางเท้า ด้วยการก้าวย่างไปสถานที่ต้องห้าม
-
ทางตา ด้วยการจ้องมอง ดูสิ่งลามก
-
ทางหู ด้วยการฟังสิ่งไร้สาระ การฟังคำนินทาให้ร้าย และ
-
ทางปาก ด้วยการโกหก โป้ปด ให้ร้าย พูดเรื่องไร้สาระ หยาบคาย
โดยการปฏิบัติตนเพื่อละเว้นจากการกระทำผิดนี้
เริ่มตั้งแต่รุ่งอรุณจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน
และแสดงให้เห็นว่าการถือศีลอดนั้นไม่ได้จำกัดเพียงเฉพาะการอดอาหารดังที่เข้าใจกันโดยทั่วไปเท่านั้น
หากยังรวมถึงการระมัดระวังตนมิให้ประพฤติผิดในเรื่องอื่นๆ ด้วย
ดังนั้นแก่นแกนสาระของการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน
จึงมีจุดประสงค์ เพื่อให้อิสลามิกชนได้ตระหนักรู้ถึงความยากลำบาก
ได้เรียนรู้อุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินชีวิต
การถือศีลอดจึงเป็นการปฏิบัติศาสนกิจเพื่อให้รู้จักอดทนอดกลั้นต่อความทุกข์ยากต่างๆ
ด้วยความเพียรและสติปัญญา
การถือศีลอดจึงเป็นการขัดเกลาจิตใจให้อิสลามิกชนเป็นผู้มีสติหนักแน่น
อดทนต่อความหิวโหย อดทนต่อความโกรธ ไม่ปล่อยจิตใจไหลไปตามสิ่งเย้ายวนอารมณ์
การถือศีลอด
จึงเป็นกระบวนการฝึกฝนจิตใจของชาวมุสลิมให้เป็นผู้มีสติ
การถือศีลจึงมีคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิต ต่อหน้าที่การงาน
และกิจวัตรประจำวันของชาวมุสลิม นอกเหนือไปจากความยำเกรง
และศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะได้ใกล้ชิดพระผู้เป็นเจ้า
รอมฎอน
ไม่ใช่ชื่อของเทศกาลหรือธรรมเนียมใดๆ แต่เป็นชื่อเรียกเดือนที่ 9
ในปฏิทินฮิจเราะญ์ หรือปฏิทินจันทรคติของอิสลาม
ซึ่งถือเป็นเดือนที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของปี
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เชื่อกันว่าพระผู้เป็นเจ้าประทานพระคัมภีร์อัล-กุรอาน ลงมาให้แก่นบีมูฮัมหมัด
ศาสดาของศาสนาอิสลาม เพื่อใช้สั่งสอนและเป็นเครื่องชี้ทางให้แก่อิสลามิกชนทั่วโลก
โดยพระคัมภีร์ระบุว่าวันที่พระเจ้าประทานอัลกุรอานให้แก่นบีมูฮัมหมัด
คือช่วงวันที่ 26-27 ของเดือนรอมฎอน
ซึ่งชาวมุสลิมถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
ด้วยเหตุนี้ในเดือนรอมฎอน
ชาวมุสลิมทุกคน จึงต้องรักษาศีล
อดอาหารเพื่อฝึกฝนการบังคับตนเองและเพื่อให้เข้าถึงคำสอนของนบีมูฮัมหมัดได้
ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
รวมถึงใช้เวลาในการศึกษาพระคัมภีร์อัลกุรอานอย่างเคร่งครัดเป็นพิเศษเพื่อ
เป็นการบูชาพระเป็นเจ้า จนทำให้เดือนนี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างในภาษาไทยว่า “เดือนบวช”
การเริ่มต้นวัตรปฏิบัติต่างๆในเดือนรอมฎอน
จะมีขึ้นตั้งแต่วันแรกของเดือน
โดยการประกาศการเริ่มต้นเดือนรอมฎอนจะทำโดยผู้นำทางศาสนาของแต่ละท้องถิ่น
ซึ่งจะกำหนดจากการสังเกตคืนที่ปรากฎดวงจันทร์เสี้ยวเป็นครั้งแรกหลังจากคืน
เดือนมืดให้เป็นวันที่ 1 ของเดือน และนับไปจนครบ 29-30
วันตามแต่ปฏิทินฮิจเราะญ์ของแต่ละปี โดยในตะวันออกกลาง
ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมหลักของโลก
การเริ่มเดือนรอมฎอนจะยึดตามคำประกาศของผู้นำศาสนาอิสลามในอียิปต์เป็นสำคัญ
ถึงแม้ว่าการอดอาหาร
จะเป็นส่วนสำคัญในวัตรปฏิบัติของเดือนรอมฎอน แต่อาหารก็เป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กัน
โดยก่อนและหลังพระอาทิตย์ตก
ชาวมุสลิมจะรับประทานอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญร่วมกับครอบครัว
โดยมีข้อบังคับว่าอาหารชนิดแรกที่อิสลามิกชนต้องรับประทานหลังจากถือศีลอดมา
ทั้งวันคือ อินทผลัม ตามด้วยอาหารหวานต่างๆ
เพื่อชดเชยกับพลังงานที่สูญเสียไปจากการอดอาหาร
อย่างไรก็ตาม
ถึงแม้ว่าในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ชาวมุสลิมจะสามารถรับประทานอาหารได้
แต่ยังคงต้องสำรวมและถือศีลอย่างต่อเนื่อง
โดยไม่ปล่อยให้ตนเองมีความสุขกับการรับประทานอาหารและผ่อนคลายมากเกินไป
โดยถือว่าหากศาสนิกชนดื่มด่ำในรสชาติของอาหารและความสุขจากการรับประทาน การฝึกฝนตนเองที่กระทำมาทั้งวันก็เท่ากับเป็นการสูญเปล่า

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น