วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ขอความเป็นธรรมให้ประเทศไทย ข้อพิพาทแผ่นดินไทย–เขมร

ขอความเป็นธรรมให้ประเทศไทย

ในกรณีข้อพิพาทแผ่นดินไทย–เขมร และบทบาทของมาเลเซียในฐานะคนกลาง

ท่ามกลางสถานการณ์ข้อพิพาทแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ที่ยืดเยื้อและทวีความตึงเครียดเป็นระยะ สิ่งหนึ่งที่ประชาชนไทยจำนวนมากรู้สึกตรงกัน คือ “ประเทศไทยยังไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง” ทั้งในระดับเวทีระหว่างประเทศ และในกระบวนการไกล่เกลี่ยที่อ้างว่ามีประเทศเพื่อนบ้านทำหน้าที่เป็นคนกลาง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยึดมั่นในหลักสันติวิธีมาโดยตลอด ไม่เคยเริ่มต้นการรุกราน ไม่เคยใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่กลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียทั้งต่อกำลังพลและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยหลายรายต้องสูญเสียขา สูญเสียอนาคต และต้องแบกรับบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจไปตลอดชีวิต

เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และไม่อาจมองข้ามได้ในนามของคำว่า “ความขัดแย้งชายแดนทั่วไป” เพราะทุ่นระเบิดไม่เลือกเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน หากพลาดเพียงก้าวเดียว ความตายหรือความพิการก็อาจเกิดขึ้นทันที นี่คือการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลอย่างชัดเจน และเป็นสิ่งที่สังคมโลกควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง

นอกจากความสูญเสียของทหารไทยแล้ว ยังมีรายงานเหตุการณ์การลอบซุ่มโจมตี การยิงถล่ม หรือการก่อกวนตามแนวชายแดน ซึ่งสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนของประชาชนไทย ชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือความขัดแย้งใด ๆ ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของครอบครัว และต้องรับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ตนไม่ได้ก่อขึ้นมา

คำถามสำคัญคือ ในสถานการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยได้รับการปกป้องหรือรับฟังอย่างเป็นธรรมจากเวทีระหว่างประเทศแล้วหรือไม่

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ บทบาทของประเทศมาเลเซีย ซึ่งถูกวางตัวให้เป็น “คนกลาง” ในการประสานหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ได้ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีและเป็นกลางจริงหรือไม่

ตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุรุนแรงต่อทหารและพลเรือนไทย เสียงจากฝ่ายมาเลเซียกลับเงียบงัน ไม่มีท่าทีชัดเจน ไม่มีการออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบ หรือแสดงจุดยืนต่อการใช้ความรุนแรงและการละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างที่ควรจะเป็น ความเงียบเช่นนี้ย่อมทำให้สังคมไทยตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า นี่คือการทำหน้าที่ของ “คนกลาง” จริงหรือ หรือเป็นเพียงการวางตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์บางอย่างที่อาจซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง

การเป็นคนกลางที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงการนั่งอยู่ตรงกลางแล้วนิ่งเฉย แต่ต้องกล้าที่จะพูดความจริง กล้าที่จะชี้ถูกชี้ผิด และกล้าที่จะยืนอยู่ข้างหลักการ ไม่ใช่ข้างใดข้างหนึ่งตามผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ หากฝ่ายหนึ่งกระทำการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ใช้ความรุนแรง หรือสร้างความสูญเสียต่อผู้บริสุทธิ์ คนกลางย่อมต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน มิใช่เลือกความเงียบเป็นคำตอบ

ประเทศไทยไม่ได้เรียกร้องอภิสิทธิ์ ไม่ได้ต้องการเอาชนะใครในเวทีโลก สิ่งที่ประเทศไทยและคนไทยต้องการมีเพียง “ความเป็นธรรม” ความเป็นธรรมต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ตามแนวชายแดน และความเป็นธรรมต่อประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพมาโดยตลอด

หากมาเลเซียยังคงต้องการรักษาบทบาทในฐานะคนกลางอย่างแท้จริง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทบทวนท่าทีของตนเอง แสดงความชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยึดหลักความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง มิใช่ความเงียบหรือความคลุมเครือ เพราะความเงียบในยามที่มีความอยุติธรรมเกิดขึ้น ย่อมไม่ต่างจากการยอมรับโดยปริยาย

สุดท้ายนี้ การเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประเทศไทย ไม่ใช่การปลุกปั่นความเกลียดชัง ไม่ใช่การสร้างศัตรูใหม่ แต่เป็นการยืนยันศักดิ์ศรีของชาติ และยืนหยัดบนหลักการที่ถูกต้อง ประเทศไทยพร้อมเจรจา พร้อมหาทางออกอย่างสันติ แต่สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง และคนกลางทำหน้าที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเช่นกัน

ประเทศไทยไม่เคยรังแกใครก่อน แต่ก็ไม่ควรถูกมองข้ามหรือถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมบนเวทีโลกเช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น