ขอความเป็นธรรมให้ประเทศไทย
ในกรณีข้อพิพาทแผ่นดินไทย–เขมร และบทบาทของมาเลเซียในฐานะคนกลาง
ท่ามกลางสถานการณ์ข้อพิพาทแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา
ที่ยืดเยื้อและทวีความตึงเครียดเป็นระยะ
สิ่งหนึ่งที่ประชาชนไทยจำนวนมากรู้สึกตรงกัน คือ
“ประเทศไทยยังไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง” ทั้งในระดับเวทีระหว่างประเทศ
และในกระบวนการไกล่เกลี่ยที่อ้างว่ามีประเทศเพื่อนบ้านทำหน้าที่เป็นคนกลาง
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยึดมั่นในหลักสันติวิธีมาโดยตลอด
ไม่เคยเริ่มต้นการรุกราน ไม่เคยใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือทางการเมือง
แต่กลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียทั้งต่อกำลังพลและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะกรณีการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน
ซึ่งส่งผลให้ทหารไทยหลายรายต้องสูญเสียขา สูญเสียอนาคต
และต้องแบกรับบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจไปตลอดชีวิต
เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
และไม่อาจมองข้ามได้ในนามของคำว่า “ความขัดแย้งชายแดนทั่วไป”
เพราะทุ่นระเบิดไม่เลือกเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน
หากพลาดเพียงก้าวเดียว ความตายหรือความพิการก็อาจเกิดขึ้นทันที
นี่คือการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลอย่างชัดเจน
และเป็นสิ่งที่สังคมโลกควรให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
นอกจากความสูญเสียของทหารไทยแล้ว
ยังมีรายงานเหตุการณ์การลอบซุ่มโจมตี การยิงถล่ม หรือการก่อกวนตามแนวชายแดน
ซึ่งสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนของประชาชนไทย
ชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือความขัดแย้งใด ๆ
ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของครอบครัว
และต้องรับผลกระทบจากสถานการณ์ที่ตนไม่ได้ก่อขึ้นมา
คำถามสำคัญคือ ในสถานการณ์เช่นนี้
ประเทศไทยได้รับการปกป้องหรือรับฟังอย่างเป็นธรรมจากเวทีระหว่างประเทศแล้วหรือไม่
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ
บทบาทของประเทศมาเลเซีย ซึ่งถูกวางตัวให้เป็น “คนกลาง”
ในการประสานหรือไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
ได้ทำหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีและเป็นกลางจริงหรือไม่
ตลอดช่วงเวลาที่เกิดเหตุรุนแรงต่อทหารและพลเรือนไทย
เสียงจากฝ่ายมาเลเซียกลับเงียบงัน ไม่มีท่าทีชัดเจน
ไม่มีการออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบ
หรือแสดงจุดยืนต่อการใช้ความรุนแรงและการละเมิดหลักมนุษยธรรมอย่างที่ควรจะเป็น
ความเงียบเช่นนี้ย่อมทำให้สังคมไทยตั้งคำถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า
นี่คือการทำหน้าที่ของ “คนกลาง” จริงหรือ
หรือเป็นเพียงการวางตัวเพื่อรักษาผลประโยชน์บางอย่างที่อาจซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง
การเป็นคนกลางที่แท้จริง
ไม่ใช่เพียงการนั่งอยู่ตรงกลางแล้วนิ่งเฉย แต่ต้องกล้าที่จะพูดความจริง
กล้าที่จะชี้ถูกชี้ผิด และกล้าที่จะยืนอยู่ข้างหลักการ
ไม่ใช่ข้างใดข้างหนึ่งตามผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ
หากฝ่ายหนึ่งกระทำการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ใช้ความรุนแรง
หรือสร้างความสูญเสียต่อผู้บริสุทธิ์ คนกลางย่อมต้องแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน
มิใช่เลือกความเงียบเป็นคำตอบ
ประเทศไทยไม่ได้เรียกร้องอภิสิทธิ์
ไม่ได้ต้องการเอาชนะใครในเวทีโลก สิ่งที่ประเทศไทยและคนไทยต้องการมีเพียง “ความเป็นธรรม”
ความเป็นธรรมต่อทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตย
ความเป็นธรรมต่อประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ตามแนวชายแดน
และความเป็นธรรมต่อประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพมาโดยตลอด
หากมาเลเซียยังคงต้องการรักษาบทบาทในฐานะคนกลางอย่างแท้จริง
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทบทวนท่าทีของตนเอง
แสดงความชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยึดหลักความเป็นธรรมเป็นที่ตั้ง
มิใช่ความเงียบหรือความคลุมเครือ เพราะความเงียบในยามที่มีความอยุติธรรมเกิดขึ้น
ย่อมไม่ต่างจากการยอมรับโดยปริยาย
สุดท้ายนี้ การเรียกร้องความเป็นธรรมให้ประเทศไทย
ไม่ใช่การปลุกปั่นความเกลียดชัง ไม่ใช่การสร้างศัตรูใหม่
แต่เป็นการยืนยันศักดิ์ศรีของชาติ และยืนหยัดบนหลักการที่ถูกต้อง
ประเทศไทยพร้อมเจรจา พร้อมหาทางออกอย่างสันติ แต่สันติภาพจะเกิดขึ้นได้
ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
และคนกลางทำหน้าที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเช่นกัน
ประเทศไทยไม่เคยรังแกใครก่อน
แต่ก็ไม่ควรถูกมองข้ามหรือถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมบนเวทีโลกเช่นกัน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น