การเป็น
“มุสลิมที่ดี” มิได้หมายเพียงการเอ่ยคำปฏิญาณศรัทธา
หรือปฏิบัติศาสนกิจภายนอกเท่านั้น หากแต่หมายถึงการยึดมั่นและดำรงตนอยู่ในหลักคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้งทั้งทางจิตใจ
การกระทำ และเจตนา มุสลิมที่ดีต้องรักษาศีล ต้องละหมาด ต้องถือศีลอด ต้องให้ซะกาต
และต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์หากมีความสามารถ แต่เหนือสิ่งเหล่านี้
คือการมีหัวใจที่บริสุทธิ์ และการวางตนอยู่บนหลักแห่ง “อัคลาเกาะฮ์”
หรือจริยธรรมอิสลาม
ในบรรดาหลักจริยธรรมที่ศาสนาได้สอนนั้น
“การให้อภัย” คือหนึ่งในคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะการให้อภัยมิได้ทำให้เราต่ำต้อย หากแต่ทำให้หัวใจเราสูงส่งขึ้น
และเป็นการแสดงถึงความศรัทธาในพระประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.)
ที่ทรงเป็นผู้ลิขิตทุกสิ่งบนโลกนี้
ไม่ฝังใจ
ไม่จองเวร คือการฝึกหัวใจให้อยู่ในทางของอัลลอฮฺ
ศาสนาอิสลามสอนให้ผู้ศรัทธามีความอดทน
(ซอบัร) และไม่ฝังใจต่อสิ่งร้าย ๆ ที่ผู้อื่นได้ทำไว้ต่อเรา
เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนมีพระประสงค์ของอัลลอฮฺอยู่เบื้องหลัง
การให้อภัยมิใช่การยอมแพ้ แต่คือการมอบเรื่องราวทั้งหมดไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์
และปลดปล่อยจิตใจของเราให้เป็นอิสระจากความโกรธและความเจ็บปวด
ดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด
(ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้แสดงแบบอย่างอันยิ่งใหญ่
เมื่อครั้งที่ท่านโกรธคนที่ฆ่าท่านฮัมเซาะ บิน อับดุลมุฏฏอลิบ ลุงของท่าน ซึ่งถูกฆ่าอย่างทารุณและถูกควักหัวใจออกมากินโดยหญิงชื่อ
“ฮินด์” ภรรยาของอบูซุฟยาน
เหตุการณ์นั้นสร้างความเศร้าโศกและเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวงในหัวใจของท่านนบี
แต่เมื่อหญิงคนนั้นภายหลังได้สำนึกผิด เข้ารับอิสลามและกลับใจ
ท่านนบีก็ให้อภัยโดยไม่ถือโทษอีกต่อไป
นี่คือแบบอย่างของการเป็น
“มุสลิมที่แท้จริง”-
ผู้ที่ยึดมั่นในหลักแห่งความเมตตา ความอดทน และการให้อภัย
เพราะอัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “และผู้ที่ให้อภัยและประนีประนอม
ย่อมได้รับรางวัลจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้ทำความดีทั้งหลาย”(สูเราะฮฺ อัชชูรอ: 40)
การให้อภัยคือบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
หัวใจที่ให้อภัย
คือหัวใจที่สงบและได้รับทางนำจากอัลลอฮฺ การให้อภัยเป็นเสมือนการล้างสิ่งสกปรกในใจ
ให้ความโกรธ ความเกลียด และความอาฆาตหายไป เหลือไว้เพียงความสงบสุขและศานติในจิตใจ
ผู้ที่สามารถให้อภัยได้ คือผู้ที่มีศรัทธาเข้มแข็ง เพราะเชื่อมั่นว่า “อัลลอฮฺจะทรงชดเชยและตอบแทนความอดทนของเขาอย่างงดงาม”
เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา
เช่นกรณี กรือเซะ และ ตากใบ
ซึ่งเป็นเหตุการณ์อันน่าสลดใจที่คร่าชีวิตพี่น้องมุสลิมจำนวนมาก
รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ก็ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการเยียวยา
มอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย
เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้บนเส้นทางแห่งความสงบ แต่ถึงอย่างนั้น
ก็ยังมีบางกลุ่มที่รื้อฟื้นเรื่องราวขึ้นมาอยู่เสมอ
เพื่อสร้างความแตกแยกและกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ
ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับหลักศาสนาอิสลามอย่างสิ้นเชิง
คำถามคือ...เราลืมหลักการ
“ให้อภัย” ไปแล้วหรือไม่?
หากมุสลิมยังคงฝังใจ
ไม่ให้อภัยในสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมหมายความว่าเรายังไม่เข้าใจความหมายของ “การศรัทธา”
อย่างแท้จริง เพราะอิสลามมิใช่ศาสนาแห่งการล้างแค้น
แต่เป็นศาสนาแห่งสันติและการยกโทษ การจองเวรต่อผู้ที่เคยทำร้ายเรา
ไม่ได้ทำให้เราได้ความยุติธรรมกลับคืนมา
หากแต่ทำให้เราเป็นเชลยของความเจ็บปวดนั้นตลอดไป
เราควรเรียนรู้จากท่านศาสดามุฮัมมัด
(ซ.ล.) ผู้ซึ่งได้รับการข่มเหงอย่างหนักจากชาวมักกะฮฺในช่วงเริ่มเผยแผ่อิสลาม
แต่เมื่อท่านกลับมาสู่มักกะฮฺในวันที่อิสลามได้รับชัยชนะ
ท่านมิได้ลงโทษผู้ที่เคยทำร้ายท่าน แต่กลับประกาศอภัยโทษแก่ทุกคน ท่านกล่าวว่า “วันนี้ไม่มีการตำหนิพวกท่านอีกต่อไป จงไปเถิด พวกท่านเป็นอิสระ”
คำกล่าวนี้คือบทเรียนแห่งความยิ่งใหญ่ในศีลธรรมของศาสดา
และเป็นแนวทางสำหรับมุสลิมทุกคนในทุกยุคทุกสมัย
สู่หนทางแห่งความสงบ
และความเจริญในชีวิต
การเป็นมุสลิมที่ดี
จึงมิได้วัดจากจำนวนครั้งของการละหมาดหรือการถือศีลอดเท่านั้น แต่ต้องวัดจาก “คุณภาพของหัวใจ”
ว่าเราได้เรียนรู้ที่จะให้อภัย ปล่อยวาง
และมอบความยุติธรรมไว้ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺหรือไม่ เพราะท่านนบีได้สอนไว้ว่า “ผู้ที่ไม่ให้อภัยผู้อื่น
อัลลอฮฺก็จะไม่ให้อภัยเขาเช่นกัน”
ดังนั้น
เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายใด ๆ เกิดขึ้นในสังคม เราควรมองด้วยสายตาแห่งศรัทธา
ไม่ใช่ความอาฆาต มองเห็นบทเรียน ไม่ใช่โทษ มองเห็นโอกาสในการปรับปรุง
ไม่ใช่การแก้แค้น เพราะสุดท้ายแล้ว ความสงบสุขของหัวใจและสังคม
ย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยการให้อภัยและการยึดมั่นในหลักศาสนาเท่านั้น
มุสลิมที่ดี
คือผู้ที่ดำรงตนอยู่ในหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด และมีหัวใจที่อดทน ให้อภัย
และมอบความไว้วางใจทั้งหมดไว้กับอัลลอฮฺ เหตุการณ์ร้ายในอดีต เช่น กรือเซะ
ตากใบ หรือความขัดแย้งใด ๆ ควรถูกจดจำเป็น “บทเรียน” ไม่ใช่ “บาดแผล”
เพราะหากเรายังฝังใจอยู่กับอดีต เราจะไม่อาจเดินไปสู่อนาคตได้
ขอให้มุสลิมทุกคนยืนหยัดในศรัทธา
ดำรงตนในความดี และยึดมั่นในหลักการให้อภัย เพราะนั่นคือหนทางแห่ง “อัลอิสลาม”
ศาสนาแห่งสันติ ที่จะนำพาเราทุกคนไปสู่ความสงบสุขทั้งในดุนยาและอาคิเราะห์ อามีน.




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น