วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

กรณี กรือเซะ และตากใบ ยืดการให้อภัยโทษเป็นหลักที่ดี

การเป็น “มุสลิมที่ดี” มิได้หมายเพียงการเอ่ยคำปฏิญาณศรัทธา หรือปฏิบัติศาสนกิจภายนอกเท่านั้น หากแต่หมายถึงการยึดมั่นและดำรงตนอยู่ในหลักคำสอนของศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้งทั้งทางจิตใจ การกระทำ และเจตนา มุสลิมที่ดีต้องรักษาศีล ต้องละหมาด ต้องถือศีลอด ต้องให้ซะกาต และต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์หากมีความสามารถ แต่เหนือสิ่งเหล่านี้ คือการมีหัวใจที่บริสุทธิ์ และการวางตนอยู่บนหลักแห่ง “อัคลาเกาะฮ์” หรือจริยธรรมอิสลาม

ในบรรดาหลักจริยธรรมที่ศาสนาได้สอนนั้น “การให้อภัย” คือหนึ่งในคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะการให้อภัยมิได้ทำให้เราต่ำต้อย หากแต่ทำให้หัวใจเราสูงส่งขึ้น และเป็นการแสดงถึงความศรัทธาในพระประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) ที่ทรงเป็นผู้ลิขิตทุกสิ่งบนโลกนี้

ไม่ฝังใจ ไม่จองเวร คือการฝึกหัวใจให้อยู่ในทางของอัลลอฮฺ

ศาสนาอิสลามสอนให้ผู้ศรัทธามีความอดทน (ซอบัร) และไม่ฝังใจต่อสิ่งร้าย ๆ ที่ผู้อื่นได้ทำไว้ต่อเรา เพราะทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ล้วนมีพระประสงค์ของอัลลอฮฺอยู่เบื้องหลัง การให้อภัยมิใช่การยอมแพ้ แต่คือการมอบเรื่องราวทั้งหมดไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์ และปลดปล่อยจิตใจของเราให้เป็นอิสระจากความโกรธและความเจ็บปวด

ดังที่ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ได้แสดงแบบอย่างอันยิ่งใหญ่ เมื่อครั้งที่ท่านโกรธคนที่ฆ่าท่านฮัมเซาะ บิน อับดุลมุฏฏอลิบ ลุงของท่าน ซึ่งถูกฆ่าอย่างทารุณและถูกควักหัวใจออกมากินโดยหญิงชื่อ “ฮินด์” ภรรยาของอบูซุฟยาน เหตุการณ์นั้นสร้างความเศร้าโศกและเจ็บปวดอย่างใหญ่หลวงในหัวใจของท่านนบี แต่เมื่อหญิงคนนั้นภายหลังได้สำนึกผิด เข้ารับอิสลามและกลับใจ ท่านนบีก็ให้อภัยโดยไม่ถือโทษอีกต่อไป

นี่คือแบบอย่างของการเป็น “มุสลิมที่แท้จริง- ผู้ที่ยึดมั่นในหลักแห่งความเมตตา ความอดทน และการให้อภัย เพราะอัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า และผู้ที่ให้อภัยและประนีประนอม ย่อมได้รับรางวัลจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้ทำความดีทั้งหลาย(สูเราะฮฺ อัชชูรอ: 40)

การให้อภัยคือบุญกุศลอันยิ่งใหญ่

หัวใจที่ให้อภัย คือหัวใจที่สงบและได้รับทางนำจากอัลลอฮฺ การให้อภัยเป็นเสมือนการล้างสิ่งสกปรกในใจ ให้ความโกรธ ความเกลียด และความอาฆาตหายไป เหลือไว้เพียงความสงบสุขและศานติในจิตใจ ผู้ที่สามารถให้อภัยได้ คือผู้ที่มีศรัทธาเข้มแข็ง เพราะเชื่อมั่นว่า “อัลลอฮฺจะทรงชดเชยและตอบแทนความอดทนของเขาอย่างงดงาม

เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา เช่นกรณี กรือเซะ และ ตากใบ ซึ่งเป็นเหตุการณ์อันน่าสลดใจที่คร่าชีวิตพี่น้องมุสลิมจำนวนมาก รัฐบาลและเจ้าหน้าที่ก็ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการเยียวยา มอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเดินหน้าต่อไปได้บนเส้นทางแห่งความสงบ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีบางกลุ่มที่รื้อฟื้นเรื่องราวขึ้นมาอยู่เสมอ เพื่อสร้างความแตกแยกและกดดันเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่สวนทางกับหลักศาสนาอิสลามอย่างสิ้นเชิง

คำถามคือ...เราลืมหลักการ “ให้อภัย” ไปแล้วหรือไม่?

หากมุสลิมยังคงฝังใจ ไม่ให้อภัยในสิ่งที่เกิดขึ้น ย่อมหมายความว่าเรายังไม่เข้าใจความหมายของ “การศรัทธา” อย่างแท้จริง เพราะอิสลามมิใช่ศาสนาแห่งการล้างแค้น แต่เป็นศาสนาแห่งสันติและการยกโทษ การจองเวรต่อผู้ที่เคยทำร้ายเรา ไม่ได้ทำให้เราได้ความยุติธรรมกลับคืนมา หากแต่ทำให้เราเป็นเชลยของความเจ็บปวดนั้นตลอดไป

เราควรเรียนรู้จากท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ.ล.) ผู้ซึ่งได้รับการข่มเหงอย่างหนักจากชาวมักกะฮฺในช่วงเริ่มเผยแผ่อิสลาม แต่เมื่อท่านกลับมาสู่มักกะฮฺในวันที่อิสลามได้รับชัยชนะ ท่านมิได้ลงโทษผู้ที่เคยทำร้ายท่าน แต่กลับประกาศอภัยโทษแก่ทุกคน ท่านกล่าวว่า วันนี้ไม่มีการตำหนิพวกท่านอีกต่อไป จงไปเถิด พวกท่านเป็นอิสระ

คำกล่าวนี้คือบทเรียนแห่งความยิ่งใหญ่ในศีลธรรมของศาสดา และเป็นแนวทางสำหรับมุสลิมทุกคนในทุกยุคทุกสมัย

สู่หนทางแห่งความสงบ และความเจริญในชีวิต

การเป็นมุสลิมที่ดี จึงมิได้วัดจากจำนวนครั้งของการละหมาดหรือการถือศีลอดเท่านั้น แต่ต้องวัดจาก “คุณภาพของหัวใจ” ว่าเราได้เรียนรู้ที่จะให้อภัย ปล่อยวาง และมอบความยุติธรรมไว้ในพระหัตถ์ของอัลลอฮฺหรือไม่ เพราะท่านนบีได้สอนไว้ว่า “ผู้ที่ไม่ให้อภัยผู้อื่น อัลลอฮฺก็จะไม่ให้อภัยเขาเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อมีเหตุการณ์ร้ายใด ๆ เกิดขึ้นในสังคม เราควรมองด้วยสายตาแห่งศรัทธา ไม่ใช่ความอาฆาต มองเห็นบทเรียน ไม่ใช่โทษ มองเห็นโอกาสในการปรับปรุง ไม่ใช่การแก้แค้น เพราะสุดท้ายแล้ว ความสงบสุขของหัวใจและสังคม ย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยการให้อภัยและการยึดมั่นในหลักศาสนาเท่านั้น

มุสลิมที่ดี คือผู้ที่ดำรงตนอยู่ในหลักศาสนาอย่างเคร่งครัด และมีหัวใจที่อดทน ให้อภัย และมอบความไว้วางใจทั้งหมดไว้กับอัลลอฮฺ เหตุการณ์ร้ายในอดีต เช่น กรือเซะ ตากใบ หรือความขัดแย้งใด ๆ ควรถูกจดจำเป็น บทเรียน” ไม่ใช่ “บาดแผล” เพราะหากเรายังฝังใจอยู่กับอดีต เราจะไม่อาจเดินไปสู่อนาคตได้

ขอให้มุสลิมทุกคนยืนหยัดในศรัทธา ดำรงตนในความดี และยึดมั่นในหลักการให้อภัย เพราะนั่นคือหนทางแห่ง “อัลอิสลาม” ศาสนาแห่งสันติ ที่จะนำพาเราทุกคนไปสู่ความสงบสุขทั้งในดุนยาและอาคิเราะห์ อามีน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น