กว่า
20 ปีของเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ ได้ทิ้งร่องรอยของความสูญเสียไว้มากมาย
ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และจิตใจของผู้คนในชุมชน
ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรงที่พวกเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่ถูกพรากไปต่อหน้าลูก ๆ
เด็กที่ต้องเติบโตขึ้นโดยไม่มีโอกาสเรียกคำว่า “พ่อ” หรือ “แม่”
อีกเลย รวมถึงผู้หญิงที่ต้องกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวโดยไม่ทันตั้งตัว
เพื่อเลี้ยงดูลูกในสังคมที่ยังไม่รู้ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ในวันพรุ่งนี้
เบื้องหลังตัวเลขผู้เสียชีวิตแต่ละราย
คือเรื่องราวของความรัก ความหวัง และความฝันที่ถูกทำลายลงอย่างโหดร้าย เหยื่อส่วนใหญ่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่หรือคู่ขัดแย้งทางอุดมการณ์
แต่คือประชาชนธรรมดา ครู แม่ค้า เด็กนักเรียน หรือพระสงฆ์ที่ออกบิณฑบาต
พวกเขาเพียงต้องการใช้ชีวิตอย่างปกติสุข แต่กลับต้องเผชิญกับกระสุนและระเบิดที่ไม่เลือกเป้าหมาย
ความโหดร้ายเช่นนี้ไม่เพียงพรากชีวิต แต่ยังพรากความมั่นคงในใจของคนทั้งชุมชน
การเลือกทำร้ายผู้ไม่มีทางสู้
ถือเป็นการละเมิดหลักศาสนาและมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง
ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะอ้างเหตุผลใดก็ตาม ไม่มีศาสนาใดสอนให้เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ไม่มีหลักธรรมคำสอนใดให้ความชอบธรรมกับการสร้างความทุกข์ให้เพื่อนมนุษย์
การกระทำเช่นนี้ จึงไม่เพียงเป็นอาชญากรรมต่อกฎหมายเท่านั้น
แต่ยังเป็นอาชญากรรมต่อหัวใจของมนุษยชาติ
เสียงร้องไห้ของผู้สูญเสียยังคงสะท้อนอยู่ในทุกหมู่บ้าน
ทุกมัสยิด ทุกวัดในพื้นที่ คนที่เคยอยู่ร่วมกันอย่างพี่น้องต้องระแวงกันเอง
ความหวาดกลัวแผ่ซ่านไปทั่ว ทำให้ความเชื่อใจในสังคมค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลงอย่างช้า ๆ
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่เพียงระเบิดหรือปืน แต่คือความรู้สึกสิ้นหวังของคนที่เริ่มไม่เชื่อว่า
“สันติภาพจะกลับมาได้อีกหรือไม่”
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องไม่เพียงแค่
“รับรู้” แต่ต้อง “รู้สึก” ถึงความเจ็บปวดของผู้บริสุทธิ์เหล่านี้
ความสงสารต้องกลายเป็นแรงผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมกันยุติความรุนแรง
และคืนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ให้กลับคืนสู่ดินแดนแห่งนี้
เพราะทุกชีวิตที่สูญเสียไปไม่ควรถูกลืม และความปวดร้าวนี้จะไม่มีวันหายไป
จนกว่าสันติภาพที่แท้จริงจะกลับมา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น