วันเสาร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2568

20 ปีผ่านไปกับการแก้ปัญหาไฟใต้ แสงเทียนแห่งความหวังของคนปลายด้ามขวาน

20 ปีผ่านไปกับการแก้ปัญหาไฟใต้ แสงเทียนแห่งความหวังของคนปลายด้ามขวาน

การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งห่วงโซ่แห่งความรุนแรงที่ได้ปะทุขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อต้นปี 47 โดยกลุ่มก่อความไม่สงบ ได้บุกโจมตีที่ตั้งหน่วยกองพันพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ได้สังหารเจ้าหน้าที่ทหาร 4 นาย แล้วล่าถอยไปพร้อมกับอาวุธมากกว่า 300 กระบอก ขณะเดียวกันก็ลอบเผาโรงเรียนและจุดต่าง ๆ อีกนับ 10 แห่งในคืนเดียวกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงรอบใหม่ที่ต่อเนื่องมายาวนานถึง 20 ปี  ด้วยรูปแบบของสถานการณ์ที่มีการพัฒนาความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ในลักษณะการบ่อนทำลาย การก่อวินาศกรรมด้วยการลอบวางระเบิด การลอบฆ่า และลอบวางเพลิง มีผู้ได้รับบาด เจ็บเสียชีวิต ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนทั่วไปทั้งผู้นับถือศาสนาพุทธและมุสลิมเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพสังคม เศรษฐกิจทั้งในพื้นที่และของประเทศโดยรวมอย่างมาก และแน่นอนว่าสถานการณ์ในภาคใต้ของไทยกำลังถูกจับตามองจากหลายฝ่ายทั้งภายในและนอกประเทศว่าบทสรุปของความรุนแรงนี้จะจบลงได้หรือไม่ เมื่อไหร่และอย่างไร

ประเด็นพื้นฐานที่มีความอ่อนไหวและถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง นำมาใช้เพื่อขยายจุดต่างสร้างแนวร่วมในพื้นที่ ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือความแตกต่างทางศาสนา วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามและการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเรื่องชาติพันธุ์การเป็นคนมลายูปัตตานี ทั้งนี้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการบีบบังคับให้ออกนอกพื้นที่โดยใช้การข่มขู่ เข่นฆ่าประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธ เพื่อให้ส่วนที่เหลือเกิดความหวาดกลัวจนต้องอพยพหลบหนี โดยเฉพาะการบิดเบือนคำสอนอันดีงามของศาสนาอิสลามว่า การทำร้ายคนต่างศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ผิด จึงกลายเป็นสิ่งชักนำให้สถานการณ์ภาคใต้ของไทยกลับขยายใหญ่โตขึ้นตามลำดับ

แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว แม้ความแตกต่างจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา  และถูกนำมากล่าวอ้างเพื่อใช้ความรุนแรงแต่มันมิใช่ปัญหาทั้งหมด กรณีมุสลิมภาคใต้ของไทยนั้น กลุ่มแบ่งแยกดินแดนได้เรียกร้องโดยอาศัยหลักการพื้นฐานคือ การปกครองตนเองด้วยคณะบริหารของตน ซึ่งมีเป้าหมายคือ ความเป็นหนึ่งเดียวของวัฒนธรรมมุสลิม อย่างไรก็ตามในการต่อสู้โดยใช้ความรุนแรงครั้งใหม่นี้ หาได้มีกลุ่มก่อความไม่สงบใดๆ กล่าวอ้างถึงข้อเรียกร้องการปกครองตนเองอย่างชัดเจน แล้วกำหนดแผนการและขั้นตอนการนำไปสู่การปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับกลุ่ม Moro Islamic Liberation Front ของฟิลิปปินส์แต่อย่างใด

ในทางตรงกันข้าม การก่อเหตุรุนแรงทุกครั้งกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ของไทย ไม่เคยแม้แต่การออกมาประกาศความรับผิดชอบว่าเป็นการกระทำเพื่อต้องการแบ่งแยกดินแดน ซ้ำร้ายยังใช้สื่อของกลุ่มปฏิบัติการข่าวสารทั้งในพื้นที่ประเทศไทยและในกลุ่มประเทศมุสลิมกล่าวหาว่า เป็นการกระทำของรัฐบาลไทยที่ต้องการกลั่นแกล้งชาวมุสลิม เพื่อมุ่งหวังการได้รับการบริจาคเงินช่วยเหลือ ซึ่งอ้างว่านำมาเพื่อใช้ในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวมุสลิมและใช้ในการต่อสู่แบ่งแยกดินแดนจากต่างประเทศ ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนมาเป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี แต่เป็นที่รู้กันว่าเงินส่วนนี้มิได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค แต่กลับถูกแบ่งสรรปันส่วนกันระหว่างแกนนำ จะเห็นได้จากการเกิดการแตกแยกของแกนนำขบวนการออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อก่อเหตุรุนแรงสร้างผลงานแล้วเรียกร้องขอรับเงินบริจาคเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน

นอกจากนี้ยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่เสมือนเป็นปัจจัยผลักดันให้สถานการณ์ความรุนแรงในประเทศไทย ยังคงดำเนินต่อไปที่สำคัญยังมีปัจจัยด้านการเมือง กลุ่มอิทธิพลและกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายที่ความสัมพันธ์เชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกันลักษณะต่างตอบแทน ปกป้องซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ได้ยากยิ่ง

อย่างไรก็ดี ด้วยพื้นฐานการอยู่ร่วมกันภายใต้วิถีชีวิตที่แตกต่างของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งคนไทยเชื้อสายมลายู จีน และไทย ซึ่งได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและสำนึกเสมอว่า ทุกคนเป็นพลเมืองไทยตลอดมา ทำให้ความพยายามที่กล่าวอ้างถึงการแบ่งแยกดินแดนของขบวนการ ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังคงต้องสังเวยชีวิตให้กับการก่อเหตุรุนแรง ต่อไป

เป็นเวลาเกือบ 21 ปีแล้ว ที่รัฐบาลไทยได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้เหตุการณ์ในภาคใต้ของประเทศสงบลง โดยสิ่งที่รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษมาโดยตลอดคือ การดำเนินการภายใต้การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและประชาคมโลกเช่น สหประชาชาติ องค์การความร่วมมืออิสลาม องค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการ เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามดูแล รายงานและแนะนำการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างสม่ำเสมอ ดังจะเห็นได้จากการแสดงความเห็นและจุดยืนขององค์กรระหว่างประเทศและองค์กรโลกมุสลิมที่ต่างยืนยันตรงกันว่า ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรงที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากและการแอบอ้างศาสนามาก่อเหตุร้ายนั้น  ไม่ใช่การกระทำของผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นมุสลิม

การส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องและจริงใจของรัฐบาลไทยถึงแม้ว่าจะมีประชาชนเชื้อสายมลายูอาศัยอยู่มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในบริบททางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจใหม่ตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษกิจอาเซียน ทั้งด้านศาสนาที่ไม่กีดกันการประกอบศาสนกิจใดๆ และให้การสนับสนุนการประกอบพิธีในวันสำคัญๆ ต่างๆ การส่งเสริมขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม ตลอดจนการอนุรักษ์มรดกของท้องถิ่นโดยการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษามลายูท้องถิ่นในสถานศึกษา รวมถึงการให้ความยุติธรรมด้านคดีความที่ให้สิทธิการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุให้ความพยายามใดๆ ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่ประสบผลสำเร็จ

ตัวชี้วัดถึงการพัฒนาของสถานการณ์ในด้านดีที่สำคัญในชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้นนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่คือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ส่วนหน้า คือ นโยบายสานใจสู่สันติ โดยแม่ทัพภาคที่ 4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบและผู้เห็นต่างจากรัฐ ได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขกำลังเดินหน้าไปด้วยดี โดยมีผู้เห็นต่างจากรัฐ ทยอยกันเข้ารายงานตัวกับฝ่ายความมั่นคงมากขึ้นตามลำดับ แม้ว่าฝ่ายขบวนการเองยังคงพยายามแสดงศักยภาพ โดยการก่อเหตุในพื้นที่ต่อไป เพื่อแสดงให้เห็นว่ายังคงเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงให้ดำรงอยู่ได้ก็ตาม

หากคำถามคือ เมื่อไหร่เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ของไทยจะยุติลง

ก็คงหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ ณ เวลานี้ แต่ด้วยการพัฒนาของสถานการณ์ที่มีสัญญาณที่ดีและความร่วมมือในการแจ้งข่าวสารของประชาชนจนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดมากขึ้น ความเบื่อหน่ายเอือมระอาของประชาชน ที่มีต่อขบวนการผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มุ่งสร้างเพียงความเสียหายอย่างไม่รู้จบ การถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเหลียวแลจากขบวนการของแนวร่วมจนยอมวางอาวุธและออกมารายงานตัว

รวมถึงองค์กรระดับชาติต่างๆ ในประชาคมโลกที่กำลังมองเหตุการณ์ในภาคใต้ของประเทศไทยอย่างเข้าอกเข้าใจ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งบอกเหตุได้ว่าเค้าลางแห่งความสงบสันติกำลังเริ่มปรากฏขึ้น สำคัญที่สุดคือต้องบูรณาการการทำงานอย่างจริงจังของทุกองคาพยศทั้งระดับพื้นที่และระดับชาติ ไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแก้ปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว รับรองว่าอีกไม่นานความสงบจะกลับคืนมาสู่ภาคใต้อีกครั้ง...รับรอง

สันติภาพที่ชายแดนใต้ กับความจริงใจในการพูดคุย

สันติภาพที่ชายแดนใต้ กับความจริงใจในการพูดคุย

ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนคนไทยทุกคนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งความสงบสุขและความปลอดภัยของประชาชน เป็นเป้าหมายสำคัญของรัฐบาลในลำดับต้นๆ

ฉะนั้น “ผู้ที่ทำร้ายประชาชน” คือ “ผู้ทำลายสันติภาพ” กระบวนการสันติภาพเกิดขึ้นได้ทุกแห่ง หากไม่มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งกระบวนการสันติภาพจะเดินหน้าได้ก็ต่อเมื่อ “ผู้เห็นต่าง” เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่เห็นผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ท้ายสุด “ผู้สร้างสันติภาพตัวจริง” คือ “ผู้ที่เสียสละความสุขส่วนตน” เพื่อดูแลความปลอดภัยสร้างความสงบสุขให้กับพี่น้องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ “ผู้ทำลายสันติสุข” ด้วยการก่อเหตุร้ายสร้างสถานการณ์รายวัน นำไปสู่ความสูญเสีย…

และอีกด้านหนึ่ง ก็คือการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ควรจะต้องมีความโปร่งใส ใช้อำนาจที่มีอยู่ด้วยความชอบธรรม ไม่กฎขี่ข่มเหงประชาชน ด้วยการกระทำที่จะก่อให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ซึ่งถ้าหากทุกคนไม่มีความจริงใจ ตลบตะแลง แล้วอีกเมื่อไหร่? สันติภาพในชายแดนภาคใต้จะเป็นจริง...

สิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

สิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังมีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องมายาวนาน ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของประชาชน ในพื้นที่ ทั้งด้านความมั่นคง ชีวิตความเป็นอยู่

สิทธิในชีวิตและความปลอดภัยประชาชนมีความเสี่ยงจากเหตุความไม่สงบ การวางระเบิด ลอบยิง ทั้งเจ้าหน้าที่ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ แม้กระทั่งผู้ที่นับถือศาสนาเดียวกัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก อีกทั้งการเข้าถึงการศึกษาอย่างถูกต้อง ไม่ตกเป็นเหยื่อของการบ่มเพาะ แนวความคิดที่ผิดจากสถานศึกษาบางแห่ง

สส.หรือสมาชิกสภาผู้แทน ที่บอกว่าขอเป็นตัวแทน และผลักดันในการในการแก้ไขปัญหาควรคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนในการทำงาน สนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนพื้นฐานของความเคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมไม่สนับสนุนแนวความคิดแบ่งแยกดินแดน หรือการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา ผลักดันนโยบายที่ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

การเคารพสิทธิมนุษยชนและการส่งเสริมความเท่าเทียมในพื้นที่ ไม่แบ่งแยก เชื้อชาติ ศาสนาจะช่วยสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างยั่งยืน

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2568

ข้อเท็จจริง ก่อเหตุเดือนรอมฎอนได้บุญจริงหรือ ?

การก่อเหตุช่วงรอมฏอน ได้บุญหรือบาป? ? ?

การสรรเสริญเป็นสิทธิแด่อัลเลาะห์ พระผู้ซึ่งนำทางเราสู่สิ่งนี้ (อิสลาม) โดยที่เราจะมิได้ทางนำหากพระองค์มิทรงให้ทางนำแก่เรา โอ้อัลเลาะห์ ขอพระองค์ทรงประสาทพร ความศานติ และความจำเริญแด่นบีของเรา (มุฮำหมัด) วงศ์วานและเหล่าสหายของท่านทั้งมวล

ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่เรียกร้องความสันติสุข และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสมานฉันท์ บนพื้นฐานความรัก ความเอื้ออาทร ความถูกต้อง และความเป็นธรรม แต่มีคำถามอยู่ตลอดว่า การก่อเหตุช่วงเดือนรอมฏอน ได้บุญหรือบาป? เป็นคำถามที่ไม่น่ามีขึ้น ในหมู่พี่น้องมุสลิมในบ้านเรา แต่ก็ได้ยินทุกปี โดยเฉพาะในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งรอมฎอนปีนี้ ก็ยังได้ยินได้อ่านพบ แท้จริงแล้วเดือนรอมฎอนเป็นเดือนแห่งการถือศีล ศึกษาพระคัมภีร์สำหรับชาวมุสลิม และวิงวอนขออภัยโทษถึงความผิดที่ผ่านมา จากพระผู้เป็นเจ้า ขอให้ได้รับการนำทางที่ถูกต้องและให้รอดพ้นจากความชั่วร้าย

แต่...สมุนกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์บนหน้าแผ่นดิน บนคราบน้ำตาของประชาชน ผู้บริสุทธิ์ อย่าง BRN-ซาตานในคราบมนุษย์ มุสลิมสุดโต่ง ได้ใช้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการระดมพล ก่อเหตุร้ายเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ และได้บิดเบือนว่าจะได้รับบุญเพิ่มเป็นหลายเท่า ซึ่งชาวมุสลิมทั่วไปไม่ได้เห็นด้วยกับการตีความแบบนี้ แต่กลุ่มหัวสุดโต่งอย่าง BRN กลับใช้การตีความประวัติศาสตร์ศาสนา สร้างความชอบธรรมให้กับกลุ่ม โดยไม่ยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า หลอกลวงมุสลิมด้วยกัน แต่คิดๆ แล้ว ก็เหมือนหลอกใช้ หรือหลอกมุสลิมเราให้ไปตายแทน เพียงเพื่อผลประโยชน์ของ BRN-ซาตานในคราบมนุษย์สุดโต่ง มีเลือดมีเนื้อแต่มิยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า แม้จะอยู่ในเดือนอันศักดิ์สิทธิ์

ยืนยันได้ว่าคำหลอกลวงบิดเบือนของกลุ่มผลประโยชน์ BRN-ซาตานในคราบมนุษย์ ผู้นำพาความชั่วร้าย และเป็นผู้ชักจูงมวลมนุษย์ไปในทางที่ผิด เนื่องจากความคิดจุดมุ่งหมายของกลุ่มนี้ คือการสร้างความหวาดกลัว การก่อเหตุนองเลือดในช่วงเวลาของการถือศีลเช่นนี้ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมได้รุนแรงมากกว่าในช่วงเวลาปกติ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแลกมาด้วยความชอบธรรมของกลุ่มที่จะถูกตั้งคำถามจากชาวมุสลิมด้วยกันมากขึ้น ว่า เหตุใดผู้ที่เรียกตนเองว่ามุสลิม จึงเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ ผู้ส่งเสริม สนับสนุน ให้เราได้ปฏิบัติศาสนกิจ รวมถึงพี่น้องมุสลิมด้วยกันในเดือนแห่งการแสวงบุญ

ในคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวเรื่องการฆ่าผู้บริสุทธิ์ไว้ว่า “แท้จริงผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิได้เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดิน ก็เหมือนกับเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งหมด และผู้ใดไว้ชีวิต ก็เหมือนว่าได้ไว้ชีวิตมนุษย์ทั้งมวล” (อัล-มาอิดะฮ์ 32)

และในคัมภีร์อัลกรุอานยังได้กล่าวเรื่องบาปและความผิดที่ยิ่งใหญ่ และถือเป็นความชั่วร้ายที่สุดทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮฺ รองลงมาจากการตั้งภาคีต่ออัลเลาะห์ คือการฆ่าชีวิตที่บริสุทธิ์ อัลเลาะห์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า “และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลเลาะห์ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิต ซึ่งอัลเลาะห์ ทรงห้ามไว้เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้นจะได้พบกับความผิดอันมหันต์ การลงโทษในวันกิยามะฮฺ จะถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ” (อัลฟุรกอน: 68-69)

อิสลามเรียกร้องให้อยู่ในหนทางแห่งสันติเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติท่ามกลางความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ เพศ สีผิว หรือแม้แต่ศาสนา ดังในคัมภีร์อัลกุรอานที่กล่าวว่า “และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย” (อัลอันบียาอ์ : 2:107)

“รอมฎอน” เดือนแห่งความบริสุทธิ์ เดือนแห่งความดีงาม มุสลิมเราทุกคนปฏิบัติศาสนกิจในเดือน “รอมฎอน” นี้อย่างเคร่งครัด ตามบทบัญญัติของศาสดา ดังนั้นในเดือนรอมฎอนจึงไม่ควรที่จะมีการทำลายล้าง และเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้น เพื่อความสงบสุขและสันติภาพในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้บ้านเรา เพราะอิสลามไขว่คว้าสันติภาพ ความเสมอภาค ความเท่าเทียม และความยุติธรรม อินชาอัลลอฮฺ

ซัดกลับ รอมฎอน โยนบาปให้รัฐไม่ประณามโจรใต้ เป็น สส.หรือแนวร่วมฯ

ซัดกลับ รอมฎอน โยนบาปให้รัฐไม่ประณามโจรใต้ เป็น สส.หรือแนวร่วมฯ

ชาวเน็ตรับไม่ได้ รุมจวก “รอมฎอน” โพสต์ป้องโจรใต้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน จี้ถามเป็นผู้แทนของไทยจริงหรือ ด้อมส้มหัวจะปวดอาการหนักกว่าแก้วตา ด้าน “รองโฆษกเพื่อไทย” ซัดโยนบาปให้รัฐบาล หาความชอบธรรมให้พวกก่อการร้าย

“พายุ” ซัดกลับ “รอมฎอน” โยนบาปรัฐบาล ไม่ประณามโจรใต้ก่อเหตุ โซเชียลจวกซ้ำเป็นสส.หรือแนวร่วมฯ

ยังคงถูกวิจารณ์อย่างต่อเนื่องสำหรับนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเหตุความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ โดยไม่ประณามฝ่ายผู้ก่อเหตุ แต่กลับตำหนิรัฐบาล ไม่เตรียมการรับมือ จนทำให้เจ้าตัวถูกตั้งข้อสงสัยไปต่างๆนาๆ

ล่าสุดเมื่อ 9 มีนาคม 68 เวลา 13.50 น. นายรอมฏอน ยังใช้เฟสบุ๊กแชร์โพสต์ของนายไพศาล พืชมงคล ที่ตั้งคำถามผู้ที่ไม่ประณามคนร้าย แต่กลับมาด่ารัฐบาล จากเหตุกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ก่อเหตุโจมตีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้ปัญหาไม่จบสิ้น

ซึ่งนายรอมฏอนตอบโต้ว่า เพราะรัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อสภา และประชาชนครับ ฝ่ายก่อการเขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆ ต่อประชาชนอย่างนี้ นี่เป็นความชอบธรรมและจุดแข็งของรัฐบาล ที่สำคัญนายกฯ และผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาล ยังคงมีอำนาจที่ได้เปรียบกว่าในการกำหนดสถานการณ์ให้ดีกว่านี้ เพียงแต่ต้องตั้งหลักให้ดีๆ และมีความกล้าหาญครับ

ทั้งนี้โพสต์ดังกล่าว มีชาวเน็ตเข้ามาวิจารณ์นายรอมฏอนฯ เป็นจำนวนมาก อาทิ

- อะไรคือฝ่ายก่อการ ฯ เขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบใดๆ นี่เป็นคำพูดที่ออกมาจาก สส.ของประเทศไทยจริงๆ ดิ

- ท่านเป็น สส.เพื่อประชาชนคนไทย หรือเป็นแนวร่วม BRN ถามด้วยความสงสัยครับ

- ทำไมก่อการร้าย ไม่ต้องรับผิดชอบ ลอบทำร้ายวางระเบิด เจ้าหน้าที่ ประชาชน เจ็บตาย บอกรัฐบาลต้องรับผิดชอบ เฮ้ยท่านเป็นคนของใครกันแน่ครับ เปิดหน้าออกมาเลยดีกว่าครับ

- เมื่อไรพรรค จะเอาคนแบบนี้ออก หัวจะปวด อาการหนักกว่าแก้วตาอีก

     ขณะที่นายพายุ เนื่องจำนงค์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ทวิตข้อความโต้นายรอมฏอนว่า ความกล้าหาญ เริ่มจากการยอมรับว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนั้นคือ “การก่อการร้าย” ที่เกิดจาก “ผู้ก่อการร้าย” ไม่ใช่กลายเป็นการเล่นคำเพื่อลดความร้ายแรงของคำเรียกผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ และควรออกมาประณามพฤติกรรมการเลือกใช้ความรุนแรง ไม่ใช่ปฏิเสธความผิดให้กับผู้ก่อเหตุ และหักเหโยนบาปหรือโยนความรับผิดชอบมาให้กับรัฐบาลแทนเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่สมควร ครับ

นายพายุ ระบุอีกว่า รัฐบาลมีความรับผิดชอบต่อประชาชน อันนี้ถูกต้องครับ เช่น เดียวกันกับ สส.ในสภาที่มีหน้าที่ต่อประชาชน เมื่อประชาชนถูกเข่นฆ่าโดยผู้ก่อการร้าย รัฐบาลก็ต้องเดินหน้าในการปกป้องและรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนเสียก่อน รวมไปถึงการใช้มาตรการต่างๆที่จำเป็นในการติดตามเอาตัวผู้กระทำผิดในครั้งนี้มาดำเนินคดี แล้วไม่ควรมาถูกผูกข้อมือด้วยวาทกรรม “เจรจาสันติภาพ” จาก สส.ในสภา มันเป็นคนละเรื่องกัน เพราะรัฐบาลก็ได้พยายามดับ “ไฟใต้” ด้วยแนวทางการแก้ไขต่างๆอย่าง “สันติวิธี” มาก่อนหน้านี้ แต่การจะมาปัดตกพฤติกรรมของผู้ก่อการร้าย และหาความชอบธรรมให้กับการก่อการร้ายในครั้งนี้ ก็เสมือนจะบอกว่าความสูญเสียกับชีวิตที่เกิดกับประชาชนนั้นเป็น “ราคาที่ต้องจ่าย” หากรัฐบาลไม่ยอมที่จะ “เจรจา” กับผู้ก่อการร้าย?

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

ญิฮาด: ความหมายและวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

ญิฮาด: ความหมายและวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

คำถาม : ช่วยกรุณาอธิบายแนวคิดที่แท้จริง และเจตนารมณ์ของการญิฮาดในอิสลามได้หรือไม่?

คำตอบ : ในโอการอัล-กรุอาน อัลเลาะห์ กล่าวว่าไว้ ความว่า “และจงต่อสู้เพื่ออัลลอฮ์ ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่แท้จริงเพื่อพระองค์ พระองค์ทรงคัดเลือกพวกเจ้า และพระองค์มิได้ทรงทำให้เป็นการลำบากแก่พวกเจ้าในเรื่องของศาสนา(ที่ไม่ลำบาก) คือศาสนาของอิบรอฮีม บรรพบุรุษของพวกเจ้า พระองค์ทรงเรียกชื่อพวกเจ้าว่ามุสลิมีน ในคัมภีร์ก่อน ๆ และในอัลกุรอานเพื่อร่อซู้ลจะได้เป็นพยานต่อพวกเจ้า และพวกเจ้าจะได้เป็นพยานต่อมนุษย์ทั่วไป ดังนั้นพวกเจ้าจงดำรงการละหมาด และบริจาคซะกาต และจงยึดมั่นต่ออัลลอฮ์ พระองค์เป็นผู้คุ้มครองพวกเจ้า เพราะพระองค์คือผู้คุ้มครองที่ดีเลิศ และผู้ทรงช่วยเหลือที่ดีเยี่ยม” (อัลฮัจญ์ 22: 78)

การญิฮาดเป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด และเป็นแง่มุมที่ถูกกล่าวหามากที่สุดของอิสลาม มุสลิมบางคนได้ใช้ประโยชน์ และใช้แนวคิดนี้ในทางที่ผิด โดยใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองของตัวเอง ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจำนวนมาก ซึ่งไม่เข้าใจสิ่งนี้ได้ตีความเรื่องนี้ผิดๆ โดย หวังทำลายเกียรติของอิสลามและมุสลิม

การญิฮาดคืออะไร ?

คำว่าญิฮาด ไม่ได้แปลว่า สงครามศักดิ์สิทธิ์แต่หมายถึงพยายามอย่างหนัก” หรือ “ดิ้นรนโดยสุดกำลัง” ส่วนคำว่าสงคราม อัล-กุรอานใช้คำว่า ฮัรบฺ หรือ กิตาล การญิฮาดหมายถึง ความจริงจังและต่อสู้อย่างบริสุทธิ์ใจในระดับตัวเองเช่นเดียวกับระดับสังคม ญิฮาดคือความพยายามทำในสิ่งที่ดีและขจัดความอยุติธรรม,การถูกกดขี่และความชั่วร้ายออกจากสังคม การต่อสู้นี้ควรต่อสู้ในด้านจิตวิญญาณ เช่นเดียวกับด้านสังคม เศรษกิจ และการเมือง

การญิฮาดนั้นเป็นการทำงานหนักเพื่อกระทำสิ่งที่ถูกต้อง ในอัลกุรอานคำนี้นั้นถูกนำมาใช้ในรูปแบบที่ต่างกัน 33 ครั้ง โดยมักจะมาพร้อมกับแนวคิดต่างๆของอัลกุรอาน เช่น การศรัทธา การเตาบัตตัว การงานที่ดีและการอพยพ

การญิฮาด คือการปกป้องความศรัทธา และสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ การญิฮาดนั้น ไม่ใช่การทำสงครามเสมอไป แม้ว่ามันสามารถทำในรูปแบบของสงคราม อิสลามป็นศาสนาแห่งสันติภาพ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอิสลามจะยอมรับการถูกกดขี่ อิสลามสอนให้เราดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างสุดความสามารถเพื่อขจัดความ ตึงเครียดและความขัดแย้ง อิสลามส่งเสริมวิธีการที่ไม่รุนแรง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูป แท้ที่จริงแล้ว อิสลามเรียกร้องให้แต่ละคนขจัดความชั่วด้วยสันติวิธีโดยปราศจากการใช้ความ รุนแรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ประวัติศาสตร์อิสลามนับจากท่านนบี(ศล.) ยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน มุสลิมส่วนใหญ่ ได้ต่อต้านการกดขี่และต่อสู้ เพื่อเสรีภาพในวิธีที่ไม่รุนแรงและท่าทีที่สมานฉันท์

อิสลามสอนจริยธรรมที่เหมาะสม ในสภาวะของสงครามอีกด้วย การทำสงครามเป็นที่อนุญาตในอิสลามก็ต่อเมื่อสันติวิธีอื่นๆ เช่น การสนทนา การเจรจาและการทำสนธิสัญญานั้นไม่เป็นผล การทำสงคราม คือสิ่งสุดท้ายและควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ วัตถุประสงค์ของการญิฮาดนั้นไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนศาสนาคนด้วยการใช้แรงบังคับ หรือเพื่อตั้งอาณานิคม หรือเพื่อเข้ายึดครองที่ดินหรือทรัพย์สิน หรือสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง

วัตถุประสงค์ของญิฮาด เป็นเรื่องพื้นฐานนั่นคือ ปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน ดินแดน เกียรติยศและเสรีภาพของคนคนหนึ่ง เช่นเดียวกับการป้องกันผู้อื่นจากความอยุติธรรมและการกดขี่

กฎพื้นฐานของการทำสงครามในอิสลาม คือ สร้างความแข็งแกร่ง เพื่อว่าศัตรูของคุณจะได้เกิดความเกรงกลัว ไม่กล้าเข้าโจมตีคุณ, ไม่เริ่มสู้รบก่อน ทำงานเพื่อสันติภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้, สู้รบเพียงเฉพาะผู้ที่ทำการสู้รบ ไม่มีการเหมารวม ผู้ที่ไม่ทหารจะต้องไม่ถูกทำอันตราย อาวุธทำลายล้างสูงไม่ควรถูกนำมาใช้ และหยุดสงครามทันทีเมื่ออีกฝ่ายโน้มเอียงไปสู่สันติภาพ ปฏิบัติตามสนธิสัญญาและข้อตกลง ตราบที่ฝ่ายศัตรูยังปฏิบัติตามที่ได้ตกลงไว้ อัลเลาะห์ ทรงกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า : “และพวกเจ้าจงต่อสู้ในทางของอัลลอฮ์ ต่อบรรดาผู้ที่ทำร้ายพวกเจ้า และจงอย่ารุกราน แท้จริง อัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้รุกราน” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2: 190)

เดือนที่ต้องห้ามนั้น ก็ด้วยเดือนที่ต้องห้าม และบรรดาสิ่งจำเป็นต้องเคารพนั้น ก็ย่อม มีการตอบโต้เยี่ยงเดียวกัน ดังนั้นผู้ใดละเมิดต่อพวกเจ้า ก็จงละเมิดต่อเขา เยี่ยงที่เขาละเมิดต่อพวกเจ้า และพึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงรู้ไว้ด้วยว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ทรงอยู่กับบรรดาผู้ยำเกรงทั้งหลาย” ( อัลบะเกาะเราะฮฺ 2: 194)

ญิฮาดนั้นไม่ใช่การก่อการร้าย

จำเป็นต้องตอกย้ำว่าการก่อการร้ายที่กระทำต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าจะผ่านการรุกรานหรือวิธีการพลีชีพ สิ่งเหล่านี้นั้นไม่เป็นที่อนุญาตในอิสลาม อิสลามส่งเสริมให้ผู้ที่กดขี่ต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตน และสั่งใช้มุสลิมเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่และเผชิญความเจ็บปวด แต่กระนั้นอิสลามไม่อนุญาต ไม่ว่าในสถานการณ์ใดๆก็ตาม กระทำกับพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การก่อการร้ายไม่ใช่การญิฮาดแต่มันคือ ฟะสาด (ความเสียหาย) เป็น สิ่งตรงข้ามกับคำสอนของศาสนาอิสลาม มีบางคนที่ใช้การอ้างเหตุผลที่บิดเบี้ยวเพื่อแสดงเหตุผลของการก่อการ้ายต่อ ต้นเหตุที่มาจากพวกเขา แต่มันหาใช่เหตุผลไม่ อัลลอฮฺกล่าวว่า “เมื่อใดก็ตามที่ได้มีการบอกกับพวกเขาว่า จงอย่าสร้างความเสียหาย ขึ้นในแผ่นดิน พวกเขาจะตอบว่า แท้จริงแล้ว เราเป็นผู้ฟื้นฟูต่างหาก จงรู้ไว้เถิดว่า แท้จริง พวกเขาเป็นผู้ก่อความเสียหาย แต่พวกเขาหาได้ตระหนักไม่” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2: 11-12)

อิสลามต้องการสถาปนาความเป็นระเบียบของสังคมโลก ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมสามารถดำรงชีวิตอยู่ในความยุติธรรมในสันติภาพ ความสามัคคีและความมุ่งหมายที่ดี อิสลามได้มอบแนวทางแก่ผู้ดำเนินตามเพื่อค้นหาความสงบสุขในการดำรงชีวิตส่วนตัวและสังคมของพวกเขา แต่คำสั่งนั้นยังได้กล่าวแก่พวกเขาถึงวิธีการแผ่ขยายความตั้งใจดีบนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มุสลิมทำงานภายใต้หลักการเหล่านี้มานานหลายศตวรรษ ผู้คนที่มีศรัทธาหลากหลายอาศัยอยู่ท่ามกลางพวกเขา สังคมอิสลามเป็นที่รู้จักในเรื่องความอดทน ความเอื้อเฟื้อและมีมนุษยธรรม

ในสังคมสมัยใหม่ของเรา เราอาศัยอยู่ในหมู่สังคมโลกาภิวัฒน์ ซึ่งผู้ไม่ใช่มุสลิมอยู่ร่วมกับมุสลิมในประเทศมุสลิม และมุสลิมอยู่ร่วมกับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเป็นส่วนใหญ่ เป็นหน้าที่ของเราที่จะนำความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในหมู่พวกเราด้วยกันเอง ทำงานเพื่อสันติภาพและความยุติธรรมแก่ทุกคน และร่วมมือกับผู้อื่นในเรื่องของความดีและคุณธรรมเพื่อหยุดยั้งการก่อการร้าย ความก้าวร้าวและความรุนแรงที่กระทำต่อผู้บริสุทธิ์ นี่คือการญิฮาดของเราในวันนี้

นักรบยูแว คือใคร? วัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

#นักรบยูแว” คือใคร? #วัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

     นักรบยูแว ที่ได้มีการกระทำพิธีซุมเปาะห์ หลายต่อหลายคนไม่รู้ศาสนา ถูกกลุ่มขบวนการหลอกให้เข้าร่วมทำการก่อเหตุ และมีความเชื่อว่าเมื่อมีการซุมเปาะห์ หรือสาบานตนแล้วไม่อาจลบล้างหรือคืนคำได้ เนื่องจากคนที่ซุมเปาะห์ได้ปฏิญาณต่อหน้าคัมภีร์ที่หมายถึงตัวแทนพระเจ้า การละทิ้งหรือถอนคำสาบานถือว่าเป็นบาปใหญ่ยิ่ง

     จากการไม่รู้ศาสนา และมีความเข้าใจที่ผิดๆ ถูกๆ กลับกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มขบวนการแสวงประโยชน์ ด้วยการบิดเบือนหลักคำสอนศาสนาขึ้นมา โดยใช้อุสตาดที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่เคารพนับถือ ทำการบรรยายชักนำให้มีการเข้าร่วมขบวนการ และนำไปสู่การกระทำพิธีซุมเปาะห์ หลังกระทำพิธีเสร็จสรรพ อุสตาดได้สร้างความฮึกเหิมแก่นักรบยูแวรุ่นใหม่ 'คนมลายูใช่ว่าจะได้ร่วมยูแวกันได้ทุกคน'

     พิธีซุมเปาะห์ โดยอุสตาดให้ผู้ที่จะเข้าร่วมพิธีสาบานตนทำการกรีดเลือดตนเองหยดลงในขันน้ำ ขณะที่อุสตาดผู้กระทำพิธีกล่าวคาถาด้วยภาษาที่ฟังไม่เข้าใจ ผู้เข้าร่วมพิธีจับมือขวากันวางไว้บนคัมภีร์กลางวงล้อม และกล่าวตาม หลังจากนั้นให้ทุกคนร่วมกันดื่มน้ำในขันใบนั้น เมื่อดื่มน้ำเสร็จพิธีกรรมอันเป็นเสร็จสิ้นสมบูรณ์

     เป็นอันว่าสมาชิกเหล่านี้ได้เข้าร่วมขบวนการอย่างเต็มตัว หลังจากนั้นมีการฝึกฝนทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีการสร้างกำลังใจต่อผู้ที่ผ่านการซุมเปาะห์แล้วว่าไม่ต้องเกรงกลัวอะไรทั้งสิ้น แม้กระทั่งอาวุธของศัตรูก็ไม่สามารถทำร้ายร่างกายได้

     แต่ในทางกลับกันหากผู้ใดไม่รักษาซุมเปาะห์ กระสุนปืนที่อยู่ก้นขันที่กระทำพิธีจะกลับเข้าหาตัวเอง นักรบยูแวจะได้รับการฝึกด้วยอาวุธตามยุทธวิธีทั้งการรบแบบหน่วยทหารขนาดเล็ก และการรวมกันเป็นกองกำลังขนาดใหญ่เข้าตีเป้าหมายสำคัญ รอออกปฏิบัติการตามสั่งการของระดับแกนนำต่อไป

     การซุมเปาะห์ไม่มีในศาสนาอิสลาม จะมีก็แต่การเนี๊ยต หรือการตั้งเจตนาก่อนที่จะกระทำใดๆ ตามที่อัลลอฮ์สั่ง ซึ่งถ้าหากไม่สามารถที่จะทำตามที่ตั้งเจตนานั้นได้ สามารถที่จะชดเชยความบกพร่องเหล่านั้นด้วยการบริจาคซะกาต หรือการถือศีลอด

      ส่วนการซุมเปาห์ที่มีลักษณะสาบานไม่ว่าต่อหน้าสิ่งใดๆ ก็ตาม ซึ่งเป็นลักษณะที่จะให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นใดนอกจากอัลลอฮ์บันดาลให้เกิดความเป็นไปต่างๆ นั้นเป็น “ซีริก” ผิดหลักศาสนา เพราะศาสนาอิสลามไม่มีสิ่งอื่นใดที่ยิ่งใหญ่ และบันดาลสิ่งต่างๆ นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว และอีกประการหนึ่งการซุมเปาะห์ หรือสัญญาที่จะร่วมกันทำในสิ่งที่อัลลอฮ์ห้าม มันย่อมโมฆะด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

     การถอนซุมเปะห์ของบรรดาเหล่านักรบยูแวที่มีการกล่าวถึงนั้น แท้จริงแล้วเป็นการกระทำเพื่อความสบายใจ ซึ่งขั้นตอนนั้นบาบอได้กล่าวนำวลีเจตนาในการปฏิบัติเพื่อชดเชยความผิดพลาดในสิ่งที่ผ่านมา เมื่อมีการกล่าวจบ บาบอยกมือทั้งสองข้างหงายฝ่ามือเข้าหาใบหน้ากล่าวดุอาร์ด้วยภาษาคัมภีร์ทั้งผู้ที่เข้าถอนซุมเปาะห์และผู้เข้าร่วมพิธีที่อยู่ ณ ตรงนั้นจะทำตาม จนกระทั่งบาบอเอาฝ่ามือแตะที่ใบหน้า และยื่นมือทั้งสองให้ผู้เข้ารับการถอนซุมเปาะห์จับอีกครั้งหนึ่ง เป็นอันเสร็จพิธี หลังจากนั้นเข้ารับการถอนซุมเปาะห์จะต้องบริจาคทาน และถือศีลอดเป็นเวลาสามวันเป็นอันสิ้นสุด

     ตำราญิฮาด ที่กลุ่มขบวนการใช้ปลุกระดมสมาชิกแนวร่วม จะกล่าวไว้ว่าในสงครามญิฮาดคนจะถูกแบ่งออกเป็นสามพวก คือคนฝ่ายเรา “ยูแว” ส่วนอีกพวกหนึ่งคือ “กาเฟร” หรือคนต่างศาสนาที่เป็นศรัตรู และพวก “มูนาฟิก” คือคนมลายูที่เข้าข้างกาเฟร ซึ่งมูนาฟิก และกาเฟร สามารถที่จะทำการเข่นฆ่าได้

     การญิฮาด หรือการต่อสู้เพื่อศาสนาที่แท้จริงนั้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีผู้นำฟัตวา หรือประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ อีกทั้งการญิฮาดนั้น มีหลักการและข้อห้ามหลายประการ สิ่งที่สำคัญคือต้องไม่ทำลายชีวิตและสิ่งสาธารณะทั้งหลาย แม้กระทั่งต้นไม้ มิใช่การมุ่งร้ายทำลายชีวิตคนอื่นอย่างที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมันขัดแย้งและผิดหลักการโดยสิ้นเชิง