20 ปีผ่านไปกับการแก้ปัญหาไฟใต้ แสงเทียนแห่งความหวังของคนปลายด้ามขวาน
การก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย
ซึ่งห่วงโซ่แห่งความรุนแรงที่ได้ปะทุขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อต้นปี 47
โดยกลุ่มก่อความไม่สงบ ได้บุกโจมตีที่ตั้งหน่วยกองพันพัฒนาที่ 4 อำเภอเจาะไอร้อง
จังหวัดนราธิวาส ได้สังหารเจ้าหน้าที่ทหาร 4 นาย แล้วล่าถอยไปพร้อมกับอาวุธมากกว่า 300 กระบอก ขณะเดียวกันก็ลอบเผาโรงเรียนและจุดต่าง ๆ อีกนับ 10 แห่งในคืนเดียวกัน
นับเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงรอบใหม่ที่ต่อเนื่องมายาวนานถึง 20 ปี
ด้วยรูปแบบของสถานการณ์ที่มีการพัฒนาความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
ในลักษณะการบ่อนทำลาย การก่อวินาศกรรมด้วยการลอบวางระเบิด การลอบฆ่า
และลอบวางเพลิง มีผู้ได้รับบาด เจ็บเสียชีวิต
ทั้งที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนทั่วไปทั้งผู้นับถือศาสนาพุทธและมุสลิมเป็นจำนวนมาก
ซึ่งส่งผลกระทบต่อสภาพสังคม เศรษฐกิจทั้งในพื้นที่และของประเทศโดยรวมอย่างมาก
และแน่นอนว่าสถานการณ์ในภาคใต้ของไทยกำลังถูกจับตามองจากหลายฝ่ายทั้งภายในและนอกประเทศว่าบทสรุปของความรุนแรงนี้จะจบลงได้หรือไม่
เมื่อไหร่และอย่างไร
ประเด็นพื้นฐานที่มีความอ่อนไหวและถูกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
นำมาใช้เพื่อขยายจุดต่างสร้างแนวร่วมในพื้นที่ ประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือความแตกต่างทางศาสนา
วัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามและการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเรื่องชาติพันธุ์การเป็นคนมลายูปัตตานี
ทั้งนี้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการบีบบังคับให้ออกนอกพื้นที่โดยใช้การข่มขู่
เข่นฆ่าประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธ
เพื่อให้ส่วนที่เหลือเกิดความหวาดกลัวจนต้องอพยพหลบหนี โดยเฉพาะการบิดเบือนคำสอนอันดีงามของศาสนาอิสลามว่า
การทำร้ายคนต่างศาสนาเป็นสิ่งที่ไม่ผิด จึงกลายเป็นสิ่งชักนำให้สถานการณ์ภาคใต้ของไทยกลับขยายใหญ่โตขึ้นตามลำดับ
แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว
แม้ความแตกต่างจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา
และถูกนำมากล่าวอ้างเพื่อใช้ความรุนแรงแต่มันมิใช่ปัญหาทั้งหมด
กรณีมุสลิมภาคใต้ของไทยนั้น
กลุ่มแบ่งแยกดินแดนได้เรียกร้องโดยอาศัยหลักการพื้นฐานคือ
การปกครองตนเองด้วยคณะบริหารของตน ซึ่งมีเป้าหมายคือ
ความเป็นหนึ่งเดียวของวัฒนธรรมมุสลิม
อย่างไรก็ตามในการต่อสู้โดยใช้ความรุนแรงครั้งใหม่นี้
หาได้มีกลุ่มก่อความไม่สงบใดๆ กล่าวอ้างถึงข้อเรียกร้องการปกครองตนเองอย่างชัดเจน
แล้วกำหนดแผนการและขั้นตอนการนำไปสู่การปกครองตนเองอย่างสมบูรณ์ เหมือนกับกลุ่ม Moro Islamic
Liberation Front ของฟิลิปปินส์แต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม
การก่อเหตุรุนแรงทุกครั้งกลุ่มก่อความไม่สงบในภาคใต้ของไทย ไม่เคยแม้แต่การออกมาประกาศความรับผิดชอบว่าเป็นการกระทำเพื่อต้องการแบ่งแยกดินแดน
ซ้ำร้ายยังใช้สื่อของกลุ่มปฏิบัติการข่าวสารทั้งในพื้นที่ประเทศไทยและในกลุ่มประเทศมุสลิมกล่าวหาว่า
เป็นการกระทำของรัฐบาลไทยที่ต้องการกลั่นแกล้งชาวมุสลิม
เพื่อมุ่งหวังการได้รับการบริจาคเงินช่วยเหลือ ซึ่งอ้างว่านำมาเพื่อใช้ในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวมุสลิมและใช้ในการต่อสู่แบ่งแยกดินแดนจากต่างประเทศ
ซึ่งก็ได้รับการสนับสนุนมาเป็นจำนวนไม่น้อยในแต่ละปี
แต่เป็นที่รู้กันว่าเงินส่วนนี้มิได้ถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค
แต่กลับถูกแบ่งสรรปันส่วนกันระหว่างแกนนำ
จะเห็นได้จากการเกิดการแตกแยกของแกนนำขบวนการออกเป็นกลุ่มๆ
เพื่อก่อเหตุรุนแรงสร้างผลงานแล้วเรียกร้องขอรับเงินบริจาคเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตน
นอกจากนี้ยังมีตัวแปรอื่นๆ
ที่เสมือนเป็นปัจจัยผลักดันให้สถานการณ์ความรุนแรงในประเทศไทย ยังคงดำเนินต่อไปที่สำคัญยังมีปัจจัยด้านการเมือง
กลุ่มอิทธิพลและกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมายที่ความสัมพันธ์เชื่อมโยงและมีผลประโยชน์ร่วมกันลักษณะต่างตอบแทน
ปกป้องซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่แก้ได้ยากยิ่ง
อย่างไรก็ดี
ด้วยพื้นฐานการอยู่ร่วมกันภายใต้วิถีชีวิตที่แตกต่างของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งมีทั้งคนไทยเชื้อสายมลายู
จีน และไทย ซึ่งได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและสำนึกเสมอว่า ทุกคนเป็นพลเมืองไทยตลอดมา
ทำให้ความพยายามที่กล่าวอ้างถึงการแบ่งแยกดินแดนของขบวนการ ยังคงไม่ประสบความสำเร็จ
ในขณะที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ยังคงต้องสังเวยชีวิตให้กับการก่อเหตุรุนแรง ต่อไป
เป็นเวลาเกือบ
21 ปีแล้ว ที่รัฐบาลไทยได้ใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้เหตุการณ์ในภาคใต้ของประเทศสงบลง
โดยสิ่งที่รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษมาโดยตลอดคือ
การดำเนินการภายใต้การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน
ความยุติธรรมและความเท่าเทียมกันของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนทั้งในประเทศและประชาคมโลกเช่น
สหประชาชาติ องค์การความร่วมมืออิสลาม องค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการ
เข้ามามีส่วนร่วมในการติดตามดูแล
รายงานและแนะนำการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างสม่ำเสมอ
ดังจะเห็นได้จากการแสดงความเห็นและจุดยืนขององค์กรระหว่างประเทศและองค์กรโลกมุสลิมที่ต่างยืนยันตรงกันว่า
ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุรุนแรงที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากและการแอบอ้างศาสนามาก่อเหตุร้ายนั้น
ไม่ใช่การกระทำของผู้ที่เรียกตนเองว่าเป็นมุสลิม
การส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในด้านต่างๆ
อย่างต่อเนื่องและจริงใจของรัฐบาลไทยถึงแม้ว่าจะมีประชาชนเชื้อสายมลายูอาศัยอยู่มากที่สุด
เพื่อให้ประชาชนปรับตัวให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในบริบททางสังคม
การเมืองและเศรษฐกิจใหม่ตามกระแสโลกาภิวัตน์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษกิจอาเซียน
ทั้งด้านศาสนาที่ไม่กีดกันการประกอบศาสนกิจใดๆ
และให้การสนับสนุนการประกอบพิธีในวันสำคัญๆ ต่างๆ การส่งเสริมขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรม ตลอดจนการอนุรักษ์มรดกของท้องถิ่นโดยการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษามลายูท้องถิ่นในสถานศึกษา
รวมถึงการให้ความยุติธรรมด้านคดีความที่ให้สิทธิการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน
ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุให้ความพยายามใดๆ ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่ประสบผลสำเร็จ
ตัวชี้วัดถึงการพัฒนาของสถานการณ์ในด้านดีที่สำคัญในชั่วโมงนี้คงหนีไม่พ้นนโยบายที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่คือ
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาคสี่ส่วนหน้า คือ นโยบายสานใจสู่สันติ โดยแม่ทัพภาคที่
4/ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4
ที่เปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบและผู้เห็นต่างจากรัฐ ได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขกำลังเดินหน้าไปด้วยดี
โดยมีผู้เห็นต่างจากรัฐ ทยอยกันเข้ารายงานตัวกับฝ่ายความมั่นคงมากขึ้นตามลำดับ
แม้ว่าฝ่ายขบวนการเองยังคงพยายามแสดงศักยภาพ โดยการก่อเหตุในพื้นที่ต่อไป เพื่อแสดงให้เห็นว่ายังคงเป็นฝ่ายควบคุมสถานการณ์ความรุนแรงให้ดำรงอยู่ได้ก็ตาม
หากคำถามคือ
เมื่อไหร่เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ของไทยจะยุติลง
ก็คงหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้
ณ เวลานี้
แต่ด้วยการพัฒนาของสถานการณ์ที่มีสัญญาณที่ดีและความร่วมมือในการแจ้งข่าวสารของประชาชนจนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดมากขึ้น
ความเบื่อหน่ายเอือมระอาของประชาชน ที่มีต่อขบวนการผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มุ่งสร้างเพียงความเสียหายอย่างไม่รู้จบ
การถูกทอดทิ้งและไม่ได้รับการเหลียวแลจากขบวนการของแนวร่วมจนยอมวางอาวุธและออกมารายงานตัว
รวมถึงองค์กรระดับชาติต่างๆ
ในประชาคมโลกที่กำลังมองเหตุการณ์ในภาคใต้ของประเทศไทยอย่างเข้าอกเข้าใจ
เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งบอกเหตุได้ว่าเค้าลางแห่งความสงบสันติกำลังเริ่มปรากฏขึ้น
สำคัญที่สุดคือต้องบูรณาการการทำงานอย่างจริงจังของทุกองคาพยศทั้งระดับพื้นที่และระดับชาติ
ไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแก้ปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว
รับรองว่าอีกไม่นานความสงบจะกลับคืนมาสู่ภาคใต้อีกครั้ง...รับรอง