วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนใต้

 

วิเคราะห์สถานการณ์ชายแดนใต้

BRN, NGO แนวร่วม รวมหัวจี้รัฐบาลเร่งการเจรจาพูดคุย รุกหนักเกมการเมือง เร่งแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 1 ซึ่งยังคงเป็นอุปสรรค์ใหญ่ขัดขวางการแบ่งแยกดินแดน โดยใช้ พระราชบัญญัติ ชาติพันธุ์ เป็นใบเบิกทาง

ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง มิติใหม่ ยากที่จะพบเห็น เมื่อกลุ่มก่อเหตุ ผู้ก่อการร้าย หรืออาชญากร เป็นฝ่ายต้องการให้มีการเจรจาพูดคุย ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมาต้องยอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาว่า การเจรจาพูดคุย ระหว่าง BRN กับ รัฐบาลไทย นั้นประเทศไทยเรามีแต่เสียกับเสีย ผลประโยชน์ ข้อเรียกร้องต่างๆตกไปยังฝ่าย BRN แม้แต่ข้อเรียกร้องของไทยที่ต้องการให้กลุ่ม BRN หยุดทำร้ายชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ก็กลับยังไม่ได้รับการตอบรับ ยกตัวอย่างเช่นก่อนหน้านี้มีการตกลงหยุดยิงกำหนดเดือนรอมฎอนสันติสุข มีการปล่อยให้ขบวนการได้ประกอบศาสนากิจ อำนวยความสะดวกต่างๆนาๆถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายร่วมมือกันได้อย่างสวยหรู แต่ที่รัฐบาลไทยเหมือนโดนตบหน้านั้น คือ เมื่อเข้าสู่ช่วงเข้าพรรษา มีการเจรจาขอให้หยุดความรุนแรงเพื่อให้พื้นที่ พี่น้องไทยพุทธได้ประกอบศาสนกิจ เช่นเดียวกับพี่น้องไทยมุสลิมอย่างเดือนรอมฎอนสันติสุข แต่สุดท้ายขบวนการกลุ่มผู้ก่อการร้ายกลับปฏิเสธ ซ้ำยังก่อเหตุหนักขึ้น รัฐบาลไทยเสมือนถูกหักหลัง

ซึ่งต่อมาเกิดแรงต้านจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นประชาชนในพื้นที่เอง นอกพื้นที่ หรือกลุ่มนักวิชาการด้านต่างๆ ออกมาแสดงความคิดเห็นไม่เห็นด้วยต่อกระบวนการพูดคุย ที่ประเทศไทยเรามีแต่เสียกับเสีย แต่กลับสนับสนุนให้ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด รุนแรง รวมไปถึงแนวคิดสนับสนุน พรบ.ก่อการร้าย ที่คนพื้นที่เรียกร้องมาอย่างยาวนาน รวมไปถึงเรียกร้องกำหนดโทษประหารชีวิตกลุ่มผู้ก่อการร้าย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากคนไทยทั่วประเทศจำนวนมาก

แต่กลับมีเพียงกลุ่ม NGO และนักการเมืองในพื้นที่ ที่ถูกมองว่าสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดน ยังคงผลักดันให้รัฐบาลไทยเจรจาโดยเร็วที่สุด และคู่ขนานไปกับการกดดันให้มีการเร่งแก้ไขรับธรรมนูญ โดยมีเป้าหมายหลักคือการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 1 รวบไปถึงกลุ่ม BRN ก่อเหตุในพื้นที่ถี่ขึ้นพร้อมเพียงกันกับการเรียกร้องของฝ่ายการเมือง ถือได้ว่าทำงานได้อย่างประสานสอดคล้องกันอย่างลงตัว เป็นขบวนการ

เลวทรามต่ำช้า ผู้ก่อการร้ายลอบวางระเบิดบริเวณศูนย์เด็กเล็กนราธิวาส

เลวทรามต่ำช้า ผู้ก่อการร้าย ลอบวางระเบิดบริเวณศูนย์เด็กเล็ก นราธิวาส

เมื่อ 15 ก.พ.68 ช่วงเวลา 13.30 น. เกิดเหตุกลุ่มผู้ก่อการร้าย ขว้างระเบิดไปร์บอร์ม บริเวณ ศูนย์เด็กเล็กบ้านดุซงญอ(เขตเทศบาลตลาดดุซงญอ) นราธิวาส ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

การก่อเหตุระเบิดบริเวณศูนย์เด็กเล็กฯ ในครั้งนี้ถือเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรม ต้องจิตใจที่เลวทรามเพียงใด เป็นการกระทำที่สมควรได้รับการประณาม การใช้ความรุนแรงในพื้นที่การศึกษาสำหรับเด็กๆ เป็นสิ่งที่ไม่สมควรได้รับการอภัย แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของกลุ่มผู้ก่อการร้าย ที่ไม่คำนึงถึงชีวิตผู้บริสุทธิ์ หรือแม้แต่ความปลอดภัยของลูกหลานเด็กๆเยาวชน

เราขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาด ต่อกลุ่มผู้ก่อเหตุในพื้นที่ ส่งสารไปยังรัฐบาลและผู้มีอำนาจในประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ต้องยุติความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย โดยใช้มาตรการกฎหมายที่รุนแรง เด็ดขาด ต่อกลุ่มผู้ก่อการร้าย เราเรียกร้องให้เร่งพิจารณาออกกฎหมาย ก่อการร้าย และกำหนดโทษ ประหารต่อกลุ่มคนเลวทรามเหล่านี้

เรียกร้องจับได้ให้ประหาร ผู้มีอำนาจในประเทศแหกตาดู ยังจะเจรจา ประนีประนอม ทำส้น...อะไร!!

กฎหมายต้องเด็ดขาด เราต้องการให้มี พรบ.ก่อการร้าย ใช้จัดการพวกเลวเหล่านี้

ไอ้โม่งอยู่ที่ไหน ต่างฝ่ายต่างโทษกัน

 

🚩🚩วิวาทะ “มาเลย์-ไทย” ใครเตะสกัดกระบวนการสันติภาพใต้

เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นถี่ยิบในช่วงนี้ที่ชายแดนใต้ มีการวิเคราะห์วิจารณ์กันว่า สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะเป็นการสร้างแรงกดดันให้ฝ่ายรัฐบาลไทยเร่งเปิดโต๊ะพูดคุยสันติสุข สันติภาพ ที่หยุดชะงักไปนาน และไร้ความคืบหน้า

โต๊ะพูดคุยสันติสุขฯ ยุติไปโดยปริยายในรัฐบาลชุดก่อนที่นำโดย นายเศรษฐา ทวีสิน ทั้งๆ ที่เพิ่งฟื้นการพูดคุยขึ้นมาหลังผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การพูดคุยต้องสะดุด คือ การยอมรับแผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม หรือ JCPP ที่คณะพูดคุยฝ่ายรัฐบาลไทยไปยอมรับร่วมกับคณะพูดคุยฝ่ายบีอาร์เอ็น แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นแผนปฏิบัติการที่รัฐไทยเสียเปรียบ จึงถูกวิจารณ์และขัดขวางจากบางฝ่าย

นับจากนั้นกระบวนการพูดคุยก็หยุดไป ขณะที่ฝ่ายไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จากอดีตนายกฯเศรษฐา สู่นายกฯแพทองธาร ชินวัตร แม้จะมาจากพรรคแกนนำเดียวกัน คือ พรรคเพื่อไทย แต่กระบวนการพูดคุยกลับไม่มีการสานต่อ

ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง คือ นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ตั้งคำถามถึงผลสัมฤทธิ์ของยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ เพราะผ่านมา 21 ปี กลับไม่มีความคืบหน้าในการยุติความรุนแรงเท่าที่ควร จึงสั่งการให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยขีดเส้นกำหนดกรอบเวลาเอาไว้เมื่อปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา

แต่ปรากฏว่าในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน รัฐบาลเผชิญปัญหาเรื่องการตัดไฟฟ้าและท่อน้ำเลี้ยงขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างเมืองเศรษฐกิจอยู่บริเวณชายแดนไทยฝั่งประเทศเมียนมา ทำให้ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ยังไม่ถูกหยิบขึ้นมาหารือเพื่อสานต่อ

มีเพียงข่าวจาก “การหารือวงปิด” ที่มี พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน ซึ่งได้รับมอบหมายจากรองนายกฯภูมิธรรม ให้รับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ที่เป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในระดับนโยบาย

ขณะที่ในพื้นที่เองมีแต่ความรุนแรงรูปแบบต่างๆ และเป้าหมายของการก่อเหตุ คือเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานราชการอย่างชัดเจน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้ จู่ๆ ก็มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายมาเลเซีย ออกมาแสดงทัศนะเกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยสันติสุข สันติภาพชายแดนใต้ ที่หยุดชะงัก โดยอ้างว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มไม่อยากให้การพูดคุยเดินหน้าและประสบความสำเร็จ

คนที่พูดเรื่องนี้ ถือว่ามีน้ำหนักและต้องจับตา เพราะคือ ดาโต๊ะ สรี โมฮัมหมัด บิน ฮาจี ฮาซาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของมาเลเซีย ได้กล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรของมาเลเซีย เมื่อวันที่ 6 ก.พ.58 โดยระบุตอนหนึ่งว่า มีคนบางกลุ่มในพื้นที่ชายแดนใต้ของไทย ไม่ต้องการให้กระบวนการสันติภาพสำเร็จ กลุ่มนี้ไม่ใช่กลุ่มที่อยู่ในกระบวนการพูดคุยสันติสุข

อย่างไรก็ดี คำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ไม่ได้ระบุชัดว่ากลุ่มไหนที่ไม่อยากให้กระบวนการสันติภาพประสบความสำเร็จ

เมื่อเรื่องนี้เป็นข่าวในสื่อต่างประเทศและสื่อไทยบางแขนง ทำให้ พ.อ.เกียรติศักดิ์ ณีวงษ์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ออกมาชี้แจงว่า การพูดถึงเรื่องนี้ เชื่อว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซียไม่ได้หมายถึงเจ้าหน้าที่รัฐไทย เพราะเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนอยากให้พื้นที่สงบ มีการพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนมีความปลอดภัยและมีความสุข ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยจึงมีความต้องการทำให้พื้นที่ตรงนี้มีความสงบเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

“อยากเรียนว่า ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มันซับซ้อน และไม่ได้มีแค่ปัญหาของกลุ่มก่อความไม่สงบที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น มันมีเรื่องของภัยแทรกซ้อนด้วย ซึ่งมีมานานและเป็นปัญหาที่ซับซ้อน มีการพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างผู้ก่อเหตุรุนแรงกับกลุ่มธุรกิจผิดกฎหมาย อย่างเช่น การหลบหนีหลังก่อเหตุ เขาต้องมีที่พักพิง ซึ่งเขาก็อาจจะไปพึ่งพากลุ่มอิทธิพล กลุ่มค้าของเถื่อน กลุ่มค้ายาเสพติด กลุ่มค้าของผิดกฎหมาย กลุ่มเจ้าพ่อที่มีอิทธิพลพวกนี้ และมีการเลี้ยงดูกันอยู่”

พ.อ.เกียรติศักดิ์ กล่าวอีกว่า การที่คนในรัฐบาลมาเลเซียพูดแบบนี้ สำหรับในพื้นที่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มาเลเซียอาจเพิ่งทราบข้อมูล ก็เป็นได้ เพราะปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาแบ่งแยกดินแดนอย่างเดียว แต่มีภัยแทรกซ้อนเข้ามาผสมโรง ทำให้เหตุการณ์รุนแรงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ด้าน พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ อดีตนายทหารที่เคยทำงานในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 และมีบทบาทสำคัญในการเจรจาหยุดยิงของขบวนการโจรจีนคอมมิวนิสต์ หรือ จคม. จนทำให้มาเลเซียแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ตอนเหนือของประเทศซึ่งเป็นเขตติดต่อกับไทยได้สำเร็จ กล่าวถึงคำพูดของรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียว่า อยากฝากถึงมาเลย์ ตนไม่รู้ว่าหมายถึงใครที่ขัดขวางกระบวนการพูดคุย แต่สำหรับตนในฐานะที่มีประสบการณ์ตรงในพื้นที่ บอกได้เลยว่า ปัญหาชายแดนใต้นั้น หากมาเลเซียมีความจริงใจช่วยเหลือ ส่งกลับกลุ่มที่หลบหนีไปพักพิงอยู่ในฝั่งมาเลเซียให้ทางการไทย ปัญหาก็น่าจะจบลงนานแล้ว

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

แชร์ให้คนไทยได้รู้ ว่ามีโจรเนรคุณประเทศนั่งอยู่ในสภา

มาแล้วตามนัด!!

แชร์ให้คนไทยได้รู้ ว่ามีโจรเนรคุณประเทศนั่งอยู่ในสภา

แฉ เบื้องหลังการผลักดัน พรบ.ชาติพันธ์ และพยายามโยงถึง RSD-สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตัวเอง หลายท่านก็พอทราบกันอยู่บ้างแล้วว่า พรบ.ชาติพันธุ์ มีนักการเมืองกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง โดยเฉพาะตัวการหลักอย่าง ส.ส.รอมดอน เหตุใดกระโดดจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไปเสือ.. สร้างความแตกแยกถึงภาคเหนือ ดึงชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ ยุยงให้เกิดการเรียกร้อง พรบ.ชาติพันธุ์ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ทุกคนอยู่กันอย่างสงบสุข

ซึ่งจริงๆ แล้วนั้น ชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ กลับเป็นเพียงเครื่องมือ ที่ถูกใช้เป็นข้ออ้างบังหน้าในการร่างกฎหมายใหม่ขึ้นมา แต่จุดประสงค์จริงๆ ที่ซ่อนในกฎหมายนั้น คือเพื่อการเอื้อประโยชน์ในความต้องการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย เรา  ของกลุ่มขบวนการ BRN ที่ใช้แนวร่วมทางการเมืองอย่าง ส.ส.BRN รอมดอน เป็นผู้ขับเคลื่อน

แฝงนัยยะซ่อนเร้นจงใจทำประเทศแตกแยก สอดใส้แนวคิด RSD (Right to Self-determination) นำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน รัฐปกครองตนเอง ซึ่ง RSD สิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง หรือ RSD (Right to Self-determination) สิทธิดังกล่าวเคยถูกบรรจุไว้ในสหประชาชาติ ครั้งแรกคือมติที่ 1514 (XV) ลงวันที่ 14 ธ.ค. ค.ศ.1960 เรื่อง “การให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม” (Declaration on the Granting of Independence to Colonial Countries and Peoples) และถูกกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ นำมาใช้ในการขับเคลื่อน บิดเบือนข้อมูล ใช้เป็นแนวทางการต่อสู้เพื่อเอกราช ทั้งๆ ที่ความต้องการที่จะแบ่งแยกดินแดนนั้นเป็นเพียงความคิดของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ไม่ใช่เป็นความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่

สรุปคือ การเรียกร้อง RSD ในพื้นที่ไม่ได้รับการยอมรับ จึงต้องหาแนวร่วมสนับสนุนจากหลายๆพื้นที่ แต่แอบซ่อนไว้ในร่างกฎหมาย พรบ.ชาติพันธุ์ ที่ดูเหมือนจะสวยหรู สิทธิมนุษยชน สิทธิต่างๆนาๆอันงดงาม พร้อมแรงสนับสนุนจากกลุ่ม NGO ที่กำลังถูกสหรัฐออกมแฉเป็นกลุ่มสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย

#ช่วยกันแชร์ #ให้คนไทยได้รู้

พรบ.ชาติพันธุ์ แฝงนัยยะทำประเทศแตกแยก

พรบ.ชาติพันธุ์ แฝงนัยยะทำประเทศแตกแยก

สอดใส้แนวคิด RSD (Right to Self-determination) นำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน รัฐปกครองตนเอง RSD (Right to Self-determination) อาจไม่เป็นที่รู้จักกันมากนักในประเทศไทย แต่สำหรับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ต่างทราบกันดีว่า RSD ถูกขบวนการก่อการร้าย และแนวร่วมขบวนการนำมาใช้ต่อสู้สู่แนวคิดการแบ่งแยกดินแดน

แต่กลับไม่ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ เป็นเพียงความคิดเพ้อฝันของกลุ่มขบวนการเองที่ใช้เป็นข้ออ้างในการก่อเหตุต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์   แต่ล่าสุดถูก ส.ส. ที่คนในพื้นที่มองว่า ให้การสนับสนุนกลุ่มขบวนการก่อการร้ายนำเข้าไปพูดในสภา

อีกทั้งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังสร้างความแตกแยกไปทั่วประเทศ โดยใช้วาทกรรมสวยหรูอ้างกลุ่มชาติพันธุ์ ผลักดัน พรบ.ชาติพันธุ์ ที่มีนัยยะแอบแฝง สอดใส้แนวคิด RSD โดยใช้กลุ่มชาติพันทางภาคเหนือของไทยบังหน้า

แต่จุดประสงค์คือนำไปใช้สนับสนุนแนวคิดแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ของประเทศไทย

อีกหนึ่งข้อสังเกตุกลุ่มที่สนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนจะพยายามสร้างวาทกรรม ใช้คำว่า ป_ตานี เพื่อพยายามสร้างตัวตนเพื่อเป็นการไม่ยอมรับความเป็นไทย ซึ่งคำว่าป_ตานี นักวิชาการทางประวัติศาสตร์ทั้งไทยและมาเลเซียได้ให้การยืนยันตรงกันว่าไม่เคยมีมาก่อน เป็นคำที่พึ่งเกิดขึ้นในภายหลัง ที่ถูกเริ่มนำมาใช้โดยกลุ่มขบวนการกลุ่มผู้ก่อการร้าย BRN และกลุ่มแนวร่วม

สิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง หรือ RSD (Right to Self-determination) สิทธิดังกล่าวเคยถูกบรรจุไว้ในสหประชาชาติ ครั้งแรกคือมติที่ 1514 (XV) ลงวันที่ 14 ธ.ค. ค.ศ.1960 เรื่อง “การให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม” (Declaration on the Granting of Independence to Colonial Countries and Peoples) และปัจจุบันถูกกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ นำมาใช้ในการขับเคลื่อน บิดเบือนข้อมูล ใช้เป็นแนวทางการต่อสู้เพื่อเอกราช ทั้งๆ ที่ความต้องการที่จะแบ่งแยกดินแดนนั้นเป็นเพียงความคิดของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน ไม่ใช่เป็นความต้องการที่แท้จริงของคนในพื้นที่

และความจริงแล้วนั้นคนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ต่างใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขไม่ว่าจะเป็นพี่น้องไทยพุทธไทยมุสลิมก็ตาม ต่างมีความเป็นอยู่ มีสิทธิต่างๆไม่ได้ต่างไปจากคนพื้นที่อื่นๆในประเทศไทย และไม่มีความคิด ความต้องการ ที่จะแบ่งแยกดินแดนหรือต้องการเอกราชใดๆเลยแม้แต่น้อย

ถอดสัญญะแห่งระเบิด ล็อกเป้าถนนใหญ่...ใกล้แยกดอนยาง

👉ถอดสัญญะแห่งระเบิด ล็อกเป้าถนนใหญ่...ใกล้แยกดอนยาง!***

เหตุระเบิดและกราดยิงบนถนน หรือปั๊มน้ำมันริมถนนสายระหว่างจังหวัด “ปัตตานี-หาดใหญ่” ใกล้แยกดอนยาง เคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง ทั้งในปั๊ม นอกปั๊ม ริมถนน

แต่เชื่อหรือไม่ว่า การก่อเหตุทุกครั้งในย่านนี้ เลือกโจมตีแค่ฝั่งเดียว คือฝั่งขาออกจากปัตตานี มุ่งหน้าหาดใหญ่เท่านั้น

จากการ สืบค้นย้อนหลังพบว่า เหตุรุนแรงในละแวกเดียวกับที่เพิ่งเกิดในวันศุกร์ที่ 7 ก.พ.68 ซึ่งคนร้ายลอบวางระเบิด “ถังแก๊ส” โจมตีตำรวจ สภ.หนองจิก จ.ปัตตานี พลีชีพ 1 นาย บาดเจ็บอีกหลายนาย รวมทั้งประชาชนนั้น เคยเกิดมาแล้วอย่างน้อย 6 ครั้ง

- 2 พ.ย.59 ลอบวางระเบิดร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ในปั๊ม ปตท.บ้านดอนยาง ริมถนนสายปัตตานี-หาดใหญ่ ต.บางเขา อ.หนองจิก

- 15 ก.ค.60 กราดยิงใส่ร้านอาหารและบ้านเรือนประชาชน ริมทางหลวงสาย 43 ปัตตานี-หาดใหญ่ ต.บ่อทอง อ.หนองจิก มีประชาชนได้รับบาดเจ็บ 8 ราย

- 3 ส.ค.64 คนร้ายยิงถล่มหน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวง อ.หนองจิก ริมถนนสายปัตตานี-หาดใหญ่

- 17 ส.ค.65 ลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันบางจาก ริมถนนสายปัตตานี-หาดใหญ่ บ้านดอนยาง ต.บ่อทอง อ.หนองจิก

- 23 ก.ค.67 ลอบวางระเบิดริมถนนสาย 43 ปากทางเข้าบ้านใหม่ทุ่งนเรนทร์ หมู่ 9 ต.บ่อทอง อ.หนองจิก

- และ 7 ก.พ.68 ลอบวางระเบิดที่ซุกไว้ในถังขยะ หน้าป้อม ชรบ.บ้านโคกกอดอนยาง ต.บ่อทอง อ.หนองจิก

เหตุร้ายครั้งใหญ่ที่สุดคือระเบิดปั๊มบางจาก 17 ส.ค.65 (นับถึงปัจจุบันราวๆ 2 ปี 6 เดือน) ปั๊มนี้เพิ่งเปิดใหม่เมื่อ 25 มี.ค.66 หลังได้รับเงินเยียวยาจากรัฐ และทำพิธีเปิดอย่างใหญ่โต มีเลขาธิการ ศอ.บต.ไปเป็นประธาน (พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร ในขณะนั้น) เจ้าของหรือผู้ประกอบการคือ จุฑารัตน์ ไลวานิช เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ของพื้นที่

เกิดคำถามว่า ทำไมเกิดระเบิดแถวนี้บ่อย คำตอบที่พอสันนิษฐานได้ก็คือ...

- เป็นถนนสายหลัก เชื่อมปัตตานี-หาดใหญ่ ส่งผลทางจิตวิทยา เพราะมุ่งหน้าไปหาดใหญ่ เมืองเศรษฐกิจ

- จุดที่เกิดเหตุบ่อยเป็นช่วงแยกดอนยาง ถึงปั๊มบางจากและใกล้เคียงเท่านั้น เพราะเป็นย่านชุมชน คนพุทธอยู่เยอะ มีรถพลุกพล่าน จริงๆ ละแวกนี้มีปั๊มน้ำมันหลายปั๊ม แต่ปิดบ่อย เปิดไม่ดึก ทำให้เลยจุดนี้ไป คนไม่พลุกพล่าน

- สภ.หนองจิก ย้ายจากโรงพักเก่าใกล้รอยต่อ อ.เมืองปัตตานี มาอยู่บนถนนเส้นนี้ เลยจากจุดที่โดนวางระเบิดบ่อยๆ ไปไม่ไกล ทำให้เจ้าหน้าที่ผ่านบ่อย โดยเฉพาะตำรวจ และถัดไปอีกยังมีสถานีตำรวจทางหลวง

แยกดอนยาง เป็นพื้นที่สัญลักษณ์

- เดิมเป็นสามแยก การจะผ่านเข้าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องผ่านแยกนี้เท่านั้น รถทุกคันต้องผ่าน

- ปัจจุบันขยายเป็นสี่แยก ปริมาณรถยิ่งมาก

- จากแยกดอนยาง ถ้ามาจากหาดใหญ่ เลี้ยวขวาเป็นค่ายอิงคยุทธบริหาร ค่ายทหารใหญ่ที่สุดของชายแดนใต้ และสนามบินบ่อทอง

- จากแยกดอนยาง ถ้าเลี้ยวซ้ายเข้าเมืองปัตตานี พื้นที่เศรษฐกิจ ตรงไปจะไปเชื่อมถนนสายใหม่ 418 มุ่งหน้าทั้งยะลาและนราธิวาส

สัปดาห์นี้มีระเบิดอย่างน้อย 4 ครั้ง 4 จุด เป้าหมายคือสถานที่ราชการและเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ทำไมถึงเป็นแบบนั้น

- คำตอบน่าจะอยู่ที่ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ที่ รองนายกฯภูมิธรรม เวชยชัย สั่งให้ไปทบทวน ขณะนี้ยังไม่มีข่าวความคืบหน้าอย่างเป็นทางการ ทำให้กระบวนการพูดคุยสันติสุข และการตั้งคณะพูดคุยก็หยุดชะงักไปด้วย

หรือจะเป็นปฏิบัติการกดดันให้เร่งพูดคุยเจรจา?

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

จชต.คือพื้นที่การต่อสู้เพื่อ...ศาสนาจริงหรือ?

จชต.คือพื้นที่การต่อสู้เพื่อ...ศาสนาจริงหรือ?

ชาวมลายูปาตานี เป็นกลุ่มชนขนาดใหญ่ ซึ่งอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ตั้งรกรากทำมาหากินตั้งแต่จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา รวมไปถึงพื้นที่บางส่วนของจังหวัดสงขลา มีประชากรราว 3,359,000 คน หรือร้อยละ 3 ของประชากรทั้งประเทศ ชาวมลายูปาตานีส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เช่นเดียวกับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมาเลเซีย ชาวมลายูปัตตานีเรียกตนเองว่า “ออแรนายู” (Orang Melayu; اورڠ ملايو) ซึ่งมีความหมายว่า “คนมลายู

ในปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายมลายู ยังคงแต่งกายแบบมลายูให้เห็นอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ผู้ชายยังคงแต่งกายด้วยการนุ่งโสร่ง ผู้หญิงนุ่งผ้าปาเต๊ะ มีผ้าคลุมศีรษะ เหมือนชาวมุสลิมในประเทศมาเลเซีย ปัจจุบันวัฒนธรรมการแต่งกายของมุสลิมในประเทศมาเลเซีย ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ชาวมลายูในพื้นที่มีความทันสมัยมากขึ้น ด้วยการนำแบบอย่างการแต่งตัวของมาเลเซีย แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นมลายู และอิสลามอยู่อย่างมั่นคง

ชาวมลายูเป็นมุสลิมที่เคร่งในศาสนา มีการทำนมาซ (ละหมาด ๕ เวลา) โดยกระทำกันในมัสยิดหรือสุเหร่า อีกทั้งมีการเดินทางไปแสวงบุญยังนครมักกะห์ การถือศีลอด และหลังจากการถือศีลอดก็จะเป็นเทศกาลฮารีรายอ มีพิธีการแต่งงาน (มาแกปูโล๊ะ) การเข้าสุหนัต (มะโซ๊ะยาวี) เพื่อแสดงตนว่าเป็นชาวมุสลิม ชาวมุสลิมทุกคนจะให้ความศรัทธาแก่องค์อัลเลาะห์ พระเจ้าองค์เดียวแห่งศาสนาอิสลามเท่านั้น

ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมเทคโนโลยี การหลั่งไหลของวัฒนธรรมตะวันตกได้เข้ามา และสร้างผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน เช่นเดียวกับวิถีชีวิตชาวมลายู แต่ยังมิวายที่จะมีการกล่าวหาจากบุคคลบางกลุ่มว่าเป็นเพราะรัฐบาลไทย ได้พยายามกลืนกินและยัดเยียดซึมซับความเป็นไทย

การโฆษณาชวนเชื่อจากผู้ที่ไม่หวังดีว่าอัตลักษณ์ วิถีชีวิตของชาวมลายูถูกกลืนกิน และถูกแทรกซึมจากรัฐบาลไทยไม่ได้เป็นความจริงแต่ประการใด ความเป็นมลายูไม่ได้ถูกกลืนหายไปจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้เลย ยังคงอยู่และรัฐบาลไทยได้ส่งเสริมอนุรักษ์ความเป็นมลายู ในพื้นที่สามจังหวัดไม่ให้สูญสลาย รวมทั้งทุกภาคส่วนได้ให้ความสำคัญต่ออัตลักษณ์ ภาษา ประเพณีวัฒนธรรมมลายูสืบทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน

ในสื่อสังคมออนไลน์ ได้มีความพยายามของกลุ่มแนวร่วมในการสร้างมวลชนให้ทำการต่อสู้กับรัฐบาลไทย ซึ่งได้มีการโพสต์ข้อความ “ต้องต่อสู้เพื่อปลดแอก และเพื่อกอบกู้เอกราช” เป็นการปลุกกระแสโดยการบิดเบือนประวัติศาสตร์ สร้างแนวคิดให้เกิดการต่อสู้ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

แท้จริงแล้ว ประเทศไทย ไม่ใช่ดารุลฮัรบีย์ (ไม่ใช่ประเทศที่ต้องทำสงครามเพื่อปกป้องศาสนาอิสลาม หรือเพื่อปลดแอกดินแดนอิสลาม) เพราะการที่จะญิฮาด (การต่อสู้ในหนทางศาสนา) นั้น จะต้องพิจารณาเรื่องหลักๆ ดังนี้ คือ ศาสนาอิสลามได้รับการคุ้มครองหรือไม่, มุสลิมมีสิทธิพลเมืองและมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศหรือไม่, ดินแดนอันเป็นที่อยู่อาศัยและทำมาหากินของมุสลิมยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของมุสลิมโดยสมบูรณ์หรือไม่, การเผยแผ่ศาสนาอิสลาม และเสรีภาพในการนับถือศาสนาถูกลิดรอนหรือถูกคุกคามกดขี่หรือไม่ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า ประเทศไทยนั้น ทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกทรงมีทศพิธราชธรรมในการปกครอง ประชาชนชาวไทยทุกเชื้อชาติ ศาสนา โชคดีมากที่ได้อยู่ในผืนแผ่นดินไทย มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเปี่ยมล้นด้วยทศพิธราชธรรม และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ให้ความเท่าเทียมกันในการบริหารปกครองทุกเชื้อชาติ ศาสนา โดยไม่แบ่งแยก และว่าด้วยสิทธิมนุษยชนกำหนดให้ความเท่าเทียมกันในการเป็นพลเมืองของประเทศ มุสลิมในประเทศไทยได้รับสิทธิดังกล่าว จึงไม่มีการญิฮาด (การต่อสู้ในหนทางศาสนา) เพราะการที่มุสลิมอยู่ภายใต้ปกครองของรัฐบาลที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น มิได้เป็นข้อต้องห้ามตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลามแต่ประการใด

เพราะหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ยอมรับความแตกต่างและความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ถ้าการกระทำหรือคำกล่าวใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าศาสนาอิสลามมีความเกลียดชัง รังเกียจศาสนิกในศาสนาและชาติพันธุ์อื่นๆ ก็ต้องคิดแล้วว่า มันถูกต้องหรือไม่ ดังที่สามจังหวัดภาคใต้เป็นอยู่ทุกวันนี้

ถ้าเป็นการต่อสู้เพื่อศาสนาอย่างแท้จริง ก็กระทำได้ ปลดแอกได้ แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องของศาสนาเลย แต่มีคนบางส่วนได้รับการปลูกฝัง ให้เกิดความรู้สึกและเข้าใจเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ ประวัติศาสตร์ และเชื้อชาตินิยมเพื่อนำไปสู่การเรียกร้องและต่อสู้ให้มีการแบ่งแยกเผ่าพันธุ์และดินแดน ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง

นบีมุฮัมมัด(ซล.) ถูกส่งมาเพื่อเผยแผ่ความเมตตาแก่ชาวโลก และเชิญชวนมนุษย์สู่การเคารพภักดีต่ออัลเลาะห์ แต่เพียงผู้เดียว เพราะการบังเกิดมนุษย์ขึ้นมาบนโลกนี้ คือการเคารพภักดีต่ออัลเลาะห์ ดั่งที่พระองค์ตรัสไว้ ความว่า “และฉันไม่ได้สร้างญินและมนุษย์มา เพื่ออื่นใดนอกจาการเคารพภักดีต่อฉัน” (51 : 56) ไม่ใช่เกิดมาเพื่อมาต่อสู้ แย่งชิงอำนาจ ตามที่กลุ่มขบวนการฯ แอบอ้าง....เพราะประเทศไทยให้สิทธิทุกอย่างแล้ว

เหตุการณ์ในขณะนี้ การกระทำของโจรใต้ฟาตอนียิ่งนานวันยิ่งโหดเหี้ยม สรุปได้ว่า การญิฮาดของพวกเขาในขณะนี้ ไร้หลักการ ไร้ขอบเขตไปแล้ว เพราะมีประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่ต้องบาดเจ็บล้มตายจากน้ำมือโจรใต้ฟาตอนี ทำให้ประชาชนมลายูเดือดร้อน เบื่อหน่ายความรุนแรงเต็มที

ความจริงแล้ว...การญิฮาดไม่ใช่เครื่องมือในการทำสงครามต่อผู้บริสุทธิ์ ไม่ได้ หมายถึง การทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ไม่ใช่เป็นเครื่องมือที่จะนำไปรังแกคนอ่อนแอและผู้ถูกกดขี่ ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม แต่การอ้างคำสอนเรื่องญิฮาด เพื่อนำมาทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และผู้บริสุทธิ์ของโจรใต้ฟาตอนีนั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม เพราะเป็นการกระทำ“ฟะสาด”(การก่อความเสียหายบนผืนแผ่นดิน)

ฉะนั้น ขอให้พวกเราชาวมลายูมุสลิมทุกคนจงเข้าใจกับการกระทำของขบวนการโจรใต้ฟาตอนีในขณะนี้ ไม่ใช่การต่อสู้ที่แท้จริง แต่เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม แต่อ้างเป็นนักรบฟาตอนีต่อสู้เพื่อศาสนา ขอให้พี่น้องมลายูทุกคนร่วมกันละหมาดฮายัต สวดดุอาร์ให้โจรใต้ฟาตอนี หยุดฆ่าและทำลายประชาชนผู้บริสุทธิ์ และขอร้อง...ขอให้โจรใต้ฟาตอนีหยุดก่อเหตุและวางอาวุธด้วยเถิด เพราะความรุนแรงมันไม่ใช่แนวทางการแก้ปัญหา และคงไม่มีทางได้รับเอกราชหรอก เพราะยึดเยื้อมาถึง 20 ปี มีแต่ความสูญเสีย ซึ่งยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลย

กลุ่มขบวนการ มีการปลุกระดมบ่มเพาะ และบิดเบือนประวัติศาสตร์แก่มวลสมาชิกแนวร่วม ให้ดำเนินการต่อสู้เพื่อทำการญิฮาด (การต่อสู้ในหนทางศาสนา) นั้น นำไปสู่ความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมาก และมีสมาชิกแนวร่วมบางส่วน เมื่อรู้ความจริงว่าถูกหลอกใช้ได้กลับตัวกลับใจหันหลังให้กับขบวนการ ด้วยการรายงานตัวแสดงตนแจ้งความจำนงต่อเจ้าหน้าที่เข้าสู่โครงการพาคนกลับบ้าน เพื่อกลับมาใช้ชีวิตตามปกติอยู่กับครอบครัว…

ศาสนาเป็นเรื่องของความเชื่อ เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึก ศาสนิกชนทุกคนจะต้องปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสดา ขบวนการโจรใต้ฟาตอนีจึงได้บิดเบือนหลักคำสอนของศาสนาบางส่วนเสียใหม่ แล้วใช้โต๊ะอิหม่ามที่มีความน่าเชื่อถือทำการบรรยายไปยังสถานที่ต่างๆ เพื่อทำการโน้มน้าวให้ผู้ที่เข้ารับฟังเห็นด้วยคล้อยตาม ยอมสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก ผกร. เป็นวิธีการของโจรใต้ฟาตอนี ที่ได้ชักนำเยาวชนเข้าร่วมขบวนการมานานนับหลายสิบปี มีผู้หลงผิดจำนวนไม่น้อยได้เดินเข้าสู่วังวนของความชั่วร้าย มีขั้นตอนของการซุมเปาะ ออกปฏิบัติการทำการก่อเหตุสร้างสถานการณ์โดยหลงผิดคิดว่าเป็นการต่อสู้เพื่อทำการญิฮาด พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องรู้เท่าทันขบวนการโจรใต้ จะต้องทำความเข้าใจกับบุตรหลานของท่านให้รู้ความจริง และไม่ตกเป็นเครื่องมือให้ขบวนการหลอกใช้อีกต่อไป เพราะประเทศไทย..ไม่ใช่ดินแดนดารุลฮัรบีย์ อย่างที่ขบวนการ
แอบอ้างแต่ประการใด...