วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569

BRN อุดมการณ์เพื่อประชาชน หรือใช้ศาสนาเป็นเกราะกำบังความรุนแรง

BRN อุดมการณ์เพื่อประชาชน หรือใช้ศาสนาเป็นเกราะกำบังความรุนแรง? เมื่อผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิต ใครกันแน่ที่กำลังบิดเบือนความศรัทธา

คำถามที่สังคมควรตั้งต่อขบวนการ BRN คือ หากอุดมการณ์ที่ประกาศอ้างนั้นมีเป้าหมายเพื่อประชาชน เพื่อศาสนา และเพื่อความยุติธรรม เหตุใดความรุนแรงจึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุใดประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ และคนที่กำลังดำเนินชีวิตอย่างสุจริต จึงต้องกลายเป็นผู้สูญเสียจากการกระทำของกลุ่มติดอาวุธ?

ไหนเคยกล่าวอ้างว่า ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของประชาชน ไหนเคยอ้างว่าต้องการปกป้องศาสนาอิสลาม ไหนเคยกล่าวหาว่าประชาชนในพื้นที่ถูกกดขี่และไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่หากการต่อสู้ดังกล่าวนำไปสู่การทำร้ายชีวิตผู้อื่น สร้างความหวาดกลัว และทำให้ครอบครัวจำนวนมากต้องสูญเสียคนที่รัก อุดมการณ์เหล่านั้นกำลังนำพาประชาชนไปสู่สันติภาพจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงถ้อยคำที่ถูกนำมาใช้สร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง?

1. อุดมการณ์เพื่อประชาชน แต่เหตุใดประชาชนจึงต้องเป็นผู้รับเคราะห์?

ตลอดระยะเวลาที่ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินมา มีการกล่าวอ้างถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ อัตลักษณ์ และศาสนาอยู่เสมอ ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่สังคมสามารถพูดคุยและตรวจสอบได้โดยสุจริต เพราะการเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ใช่สิ่งผิด และประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจของรัฐ

แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ออกอย่างชัดเจน คือ การเรียกร้องความเป็นธรรมกับการใช้ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

หากต้องการความเป็นธรรม เหตุใดจึงต้องใช้กระสุนเป็นคำตอบ? หากต้องการปกป้องประชาชน เหตุใดจึงมีผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต? หากต้องการสร้างสังคมที่ดีกว่า เหตุใดจึงต้องทำให้เด็กต้องกำพร้า พ่อแม่ต้องสูญเสียลูก และครอบครัวต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว?

ไม่มีอุดมการณ์ใดควรได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบเพียงเพราะอ้างว่าตนเองกำลังต่อสู้เพื่อประชาชน และไม่มีความเชื่อใดควรถูกนำมาใช้เป็นใบอนุญาตให้ทำร้ายชีวิตผู้อื่น

ประชาชนในพื้นที่ต้องการความปลอดภัย ต้องการทำมาหากิน ต้องการส่งลูกไปโรงเรียน ต้องการประกอบศาสนกิจ และต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ใช่ต้องคอยระแวงว่าจะเกิดเหตุยิงกันขึ้นตรงไหน หรือสมาชิกในครอบครัวจะเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยหรือไม่

นี่คือความจริงที่ขบวนการซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชนต้องตอบให้ได้ว่า การกระทำที่สร้างความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้นตรงไหน?

2. การเสียชีวิตไม่ได้ทำให้ใครกลายเป็นวีรบุรุษโดยอัตโนมัติ

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 13.12 น. ตามข้อมูลที่ได้รับแจ้ง ระบุว่า มีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ BRN จำนวน 2 คน ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มิลลิเมตร ยิง อส.มญ.รุสลี อูมา อายุ 54 ปี ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อเดินทางไปละหมาดที่มัสยิดในพื้นที่อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

รายงานเบื้องต้นยังระบุว่า ก่อนเสียชีวิต อส.มญ.รุสลี ฯ ได้ยิงตอบโต้ผู้ก่อเหตุ BRN ทำให้สมาชิกกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิต 1 คน รายละเอียดเพิ่มเติมจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน

เหตุการณ์นี้ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า เหตุใดชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินทางไปประกอบศาสนกิจจึงต้องเผชิญกับความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต และเหตุใดประชาชนจึงยังต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากอาวุธปืน

ขณะเดียวกัน เมื่อสมาชิกกลุ่มติดอาวุธที่เสียชีวิตถูกนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนา และมีการจัดขบวนแห่พร้อมเสียงตะโกนว่า “อัลลอฮุอักบัร” ซึ่งหมายถึง “อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่” สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า การแสดงออกดังกล่าวถูกนำเสนออย่างไร และมีการใช้ภาพของผู้เสียชีวิตเพื่อสื่อสารทางการเมืองหรือสร้างความชอบธรรมให้กับการต่อสู้ด้วยอาวุธหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ออกระหว่างพิธีศพตามหลักศาสนากับการยกย่องความรุนแรง เพราะการจัดพิธีศพให้ผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องหนึ่ง ส่วนการกล่าวอ้างว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาฮีดหรือมุญาฮิดีนจากการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่ควรตัดสินจากการเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว

คำว่า “ชาฮีด” และ “มุญาฮิดีน” มีความหมายทางศาสนาที่ละเอียดอ่อน ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพวีรบุรุษให้กับการกระทำที่ยังมีข้อเท็จจริงต้องตรวจสอบ และไม่ควรนำคำสอนทางศาสนามาใช้เพื่อปิดกั้นคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่น

แต่คือการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแยกความศรัทธาออกจากการสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงอย่างตรงไปตรงมา

3. ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือสำหรับแบ่งคนดีออกจากคนที่เห็นต่าง

การตะโกนว่า “อัลลอฮุอักบัร” ไม่ใช่สิ่งผิดในตัวเอง เพราะเป็นถ้อยคำที่มุสลิมใช้แสดงความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าในบริบททางศาสนาหลากหลายรูปแบบ แต่การนำถ้อยคำดังกล่าวไปประกอบการปลุกระดม หรือใช้สร้างภาพว่าความรุนแรงเป็นสิ่งชอบธรรม ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาจากบริบทและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริง

ไม่ได้กล่าวหาว่าผู้ร่วมพิธีทุกคนสนับสนุนความรุนแรง เพียงเพราะพวกเขาเข้าร่วมงานศพ เช่นเดียวกัน ก็ไม่ควรปล่อยให้การอ้างศาสนากลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้ผู้ใช้ความรุนแรงไม่ต้องตอบคำถามต่อสังคม

หากมีผู้กระทำความผิดจริง เขาควรได้รับการตรวจสอบตามข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ได้รับการยกเว้นจากการวิพากษ์วิจารณ์เพียงเพราะถูกนำเสนอว่าเป็นนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์

ศาสนาควรเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นแนวทางในการประพฤติดี และเป็นพลังในการสร้างความเมตตาระหว่างมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้แบ่งประชาชนออกเป็นฝ่ายที่ต้องเชื่อฟังกับฝ่ายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรู

การวิพากษ์วิจารณ์ BRN จึงไม่ใช่การโจมตีศาสนาอิสลาม และการตั้งคำถามต่อการใช้ศาสนาอ้างความชอบธรรมก็ไม่ใช่การดูหมิ่นความศรัทธาของชาวมุสลิม เพราะมุสลิมผู้รักสันติจำนวนมากย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธความรุนแรงและไม่ต้องการให้ศาสนาของตนถูกนำไปผูกติดกับการกระทำของกลุ่มติดอาวุธ

4. ประเทศไทยมีพื้นที่สำหรับความหลากหลาย แต่ความรุนแรงไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์

ประเทศไทยประกอบด้วยประชาชนที่มีความแตกต่างทางศาสนา ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ความแตกต่างเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกัน หากทุกฝ่ายเคารพสิทธิของกันและกันและอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาค

ประชาชนสามารถประกอบศาสนกิจ แต่งกายตามหลักความเชื่อ รักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และเรียกร้องให้รัฐปรับปรุงการทำงานได้ตามช่องทางที่กฎหมายรับรอง

แน่นอนว่า การกล่าวว่าทุกคนได้รับความเป็นธรรมอย่างสมบูรณ์แล้วอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะข้อร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติ การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือความไม่เป็นธรรมในบางกรณีต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง รัฐเองก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่เมื่อพบว่ามีการละเมิดสิทธิ

แต่การยอมรับว่าปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าการใช้กำลังทำร้ายผู้บริสุทธิ์จะกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ และไม่ใช่เหตุผลให้กลุ่มติดอาวุธมีสิทธิใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง

หากเห็นว่ารัฐทำผิด ก็ต้องนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ หากเห็นว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม ก็ต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการที่เคารพชีวิตและสิทธิของผู้อื่น

ไม่มีใครควรใช้ข้อกล่าวหาเรื่องการกดขี่เป็นข้ออ้างในการทำร้ายคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อขัดแย้ง และไม่มีประชาชนคนใดควรถูกบังคับให้เลือกข้างระหว่างความปลอดภัยของครอบครัวกับความเชื่อทางศาสนาของตนเอง

5. เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยก็มีครอบครัว และมีสิทธิกลับบ้านอย่างปลอดภัย

อีกประเด็นที่ไม่ควรถูกมองข้าม คือเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือบุคลากรอื่นที่ทำงานโดยสุจริต ต่างก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีภรรยา มีลูก และมีคนที่รอพวกเขากลับบ้าน

การสวมเครื่องแบบไม่ได้ทำให้ใครหมดสิทธิที่จะมีชีวิต และการรับเงินเดือนจากการทำงานไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นสมควรถูกทำร้ายหรือสังหาร

เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมาย และหากมีผู้ใดกระทำผิดก็ต้องถูกตรวจสอบตามกระบวนการที่เป็นธรรม แต่ในอีกด้านหนึ่ง กลุ่มติดอาวุธก็ไม่มีสิทธิตัดสินว่าใครเป็นศัตรูและลงโทษผู้อื่นด้วยกระสุนปืนตามความเชื่อหรืออุดมการณ์ของตนเอง

การกล่าวหาผู้ที่เห็นต่างว่าเป็นคนทรยศ เป็นมุนาฟิก หรือเป็นผู้รับใช้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยปราศจากข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ยิ่งทำให้สังคมเต็มไปด้วยความเกลียดชังและสร้างบรรยากาศที่ผู้คนไม่กล้าแสดงความเห็นอย่างอิสระ

สังคมที่ต้องการสันติภาพต้องยืนหยัดบนหลักการเดียวกัน คือ ไม่ว่าผู้ถูกกระทำจะเป็นชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือผู้ที่นับถือศาสนาใด ชีวิตของทุกคนล้วนมีคุณค่า และทุกคนควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

6. ใครได้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบ?

เมื่อความรุนแรงดำเนินต่อไป คนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดมักเป็นประชาชนธรรมดา ผู้ประกอบอาชีพสุจริต เด็กที่ต้องเติบโตท่ามกลางความหวาดกลัว และครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลักในการดำรงชีวิต

ในขณะเดียวกัน สังคมก็ต้องกล้าตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้แสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง หรือบุคคลที่นำความทุกข์ของประชาชนไปสร้างชื่อเสียงและอำนาจให้กับตนเอง

หากมีผู้ใดใช้ความสูญเสียเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาเจ้าหน้าที่โดยไม่มีหลักฐาน บุคคลเหล่านั้นก็ควรถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา แต่การกล่าวหาองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหมดว่าแสวงหาผลประโยชน์จากศพหรือจากผู้ด้อยโอกาสโดยไม่มีหลักฐาน ก็ไม่ใช่ความเป็นธรรมเช่นกัน

หลักการที่ถูกต้องคือ ใครทำผิดต้องตรวจสอบคนนั้น ใครแสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ของประชาชนต้องมีหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินการได้ และใครใช้ความรุนแรงจนผู้อื่นเสียชีวิตก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

อย่าปล่อยให้การเมือง ความเกลียดชัง หรือการอ้างอุดมการณ์ใด ๆ กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้ผู้กระทำผิดหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ

บทสรุป: หากรักประชาชนจริง ต้องไม่ใช้ชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน

กรณีเหตุการณ์ที่อำเภอไม้แก่น จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นอีกเหตุการณ์ที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งการเสียชีวิตของนายรุสลี อูมา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ใช้อาวุธปืน และบริบทของการจัดพิธีศพสมาชิกกลุ่มติดอาวุธที่เสียชีวิต โดยไม่ด่วนสรุปข้อกล่าวหาที่หลักฐานยังไม่ยืนยัน

แต่หลักการสำคัญที่ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์เพิ่มเติมคือ ไม่มีอุดมการณ์ใดควรอยู่เหนือคุณค่าของชีวิตมนุษย์ และไม่มีความศรัทธาใดควรถูกนำมาใช้ปิดปากผู้ที่เรียกร้องความรับผิดชอบต่อความรุนแรง

หาก BRN อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาชน ก็ต้องตอบให้ได้ว่าการกระทำที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตและใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวนั้นสร้างประโยชน์ให้ใคร หากอ้างว่าต่อสู้เพื่อศาสนา ก็ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจว่าการใช้ศาสนาเชื่อมโยงกับการต่อสู้ด้วยอาวุธนั้นมีเหตุผลและข้อเท็จจริงรองรับอย่างไร ไม่ใช่อาศัยเพียงคำขวัญหรือภาพการแสดงออกในพิธีศพมาเป็นคำตอบแทนความรับผิดชอบ

ประชาชนไม่ควรต้องเสียชีวิตเพื่อพิสูจน์อุดมการณ์ของใคร เด็กไม่ควรต้องกำพร้าเพื่อให้ใครได้รับการยกย่อง และเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านคนใดก็ไม่ควรถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์เพียงเพราะพวกเขายืนอยู่คนละฝ่ายในความขัดแย้ง

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหยุดใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องมือ หยุดสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง และหันมาแข่งขันกันด้วยข้อเท็จจริง ความยุติธรรม และความสามารถในการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง

เพราะศาสนาไม่ควรเป็นข้ออ้างให้ใครทำร้ายผู้อื่น และอุดมการณ์ที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชน ย่อมต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการปกป้องชีวิตประชาชน ไม่ใช่ด้วยจำนวนศพที่เพิ่มขึ้น.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น