BRN อุดมการณ์เพื่อประชาชน หรือใช้ศาสนาเป็นเกราะกำบังความรุนแรง? เมื่อผู้บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิต ใครกันแน่ที่กำลังบิดเบือนความศรัทธา
คำถามที่สังคมควรตั้งต่อขบวนการ
BRN
คือ หากอุดมการณ์ที่ประกาศอ้างนั้นมีเป้าหมายเพื่อประชาชน
เพื่อศาสนา และเพื่อความยุติธรรม เหตุใดความรุนแรงจึงยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เหตุใดประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่
และคนที่กำลังดำเนินชีวิตอย่างสุจริต จึงต้องกลายเป็นผู้สูญเสียจากการกระทำของกลุ่มติดอาวุธ?
ไหนเคยกล่าวอ้างว่า
ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของประชาชน ไหนเคยอ้างว่าต้องการปกป้องศาสนาอิสลาม
ไหนเคยกล่าวหาว่าประชาชนในพื้นที่ถูกกดขี่และไม่ได้รับความเป็นธรรม
แต่หากการต่อสู้ดังกล่าวนำไปสู่การทำร้ายชีวิตผู้อื่น สร้างความหวาดกลัว
และทำให้ครอบครัวจำนวนมากต้องสูญเสียคนที่รัก
อุดมการณ์เหล่านั้นกำลังนำพาประชาชนไปสู่สันติภาพจริงหรือไม่
หรือเป็นเพียงถ้อยคำที่ถูกนำมาใช้สร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง?
1. อุดมการณ์เพื่อประชาชน แต่เหตุใดประชาชนจึงต้องเป็นผู้รับเคราะห์?
ตลอดระยะเวลาที่ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินมา
มีการกล่าวอ้างถึงการต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ อัตลักษณ์ และศาสนาอยู่เสมอ
ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่สังคมสามารถพูดคุยและตรวจสอบได้โดยสุจริต
เพราะการเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ใช่สิ่งผิด และประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจของรัฐ
แต่สิ่งที่ต้องแยกให้ออกอย่างชัดเจน
คือ การเรียกร้องความเป็นธรรมกับการใช้ความรุนแรงไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
หากต้องการความเป็นธรรม
เหตุใดจึงต้องใช้กระสุนเป็นคำตอบ? หากต้องการปกป้องประชาชน
เหตุใดจึงมีผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิต? หากต้องการสร้างสังคมที่ดีกว่า
เหตุใดจึงต้องทำให้เด็กต้องกำพร้า พ่อแม่ต้องสูญเสียลูก
และครอบครัวต้องใช้ชีวิตอยู่กับความหวาดกลัว?
ไม่มีอุดมการณ์ใดควรได้รับการยกเว้นจากการตรวจสอบเพียงเพราะอ้างว่าตนเองกำลังต่อสู้เพื่อประชาชน
และไม่มีความเชื่อใดควรถูกนำมาใช้เป็นใบอนุญาตให้ทำร้ายชีวิตผู้อื่น
ประชาชนในพื้นที่ต้องการความปลอดภัย
ต้องการทำมาหากิน ต้องการส่งลูกไปโรงเรียน ต้องการประกอบศาสนกิจ
และต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ใช่ต้องคอยระแวงว่าจะเกิดเหตุยิงกันขึ้นตรงไหน
หรือสมาชิกในครอบครัวจะเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยหรือไม่
นี่คือความจริงที่ขบวนการซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนของประชาชนต้องตอบให้ได้ว่า
การกระทำที่สร้างความสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ชีวิตของประชาชนดีขึ้นตรงไหน?
2. การเสียชีวิตไม่ได้ทำให้ใครกลายเป็นวีรบุรุษโดยอัตโนมัติ
เหตุการณ์เมื่อวันที่
16
ตุลาคม 2569 เวลา 13.12 น.
ตามข้อมูลที่ได้รับแจ้ง ระบุว่า มีสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ BRN จำนวน
2 คน ใช้อาวุธปืนขนาด 9 มิลลิเมตร ยิง
อส.มญ.รุสลี อูมา อายุ 54 ปี ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อเดินทางไปละหมาดที่มัสยิดในพื้นที่อำเภอไม้แก่น
จังหวัดปัตตานี จนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
รายงานเบื้องต้นยังระบุว่า
ก่อนเสียชีวิต อส.มญ.รุสลี ฯ ได้ยิงตอบโต้ผู้ก่อเหตุ BRN ทำให้สมาชิกกลุ่มติดอาวุธเสียชีวิต 1 คน รายละเอียดเพิ่มเติมจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้าน
เหตุการณ์นี้ย่อมเป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า
เหตุใดชายคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินทางไปประกอบศาสนกิจจึงต้องเผชิญกับความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
และเหตุใดประชาชนจึงยังต้องอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากอาวุธปืน
ขณะเดียวกัน
เมื่อสมาชิกกลุ่มติดอาวุธที่เสียชีวิตถูกนำศพไปประกอบพิธีทางศาสนา
และมีการจัดขบวนแห่พร้อมเสียงตะโกนว่า “อัลลอฮุอักบัร” ซึ่งหมายถึง
“อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่” สังคมย่อมมีสิทธิตั้งคำถามว่า
การแสดงออกดังกล่าวถูกนำเสนออย่างไร และมีการใช้ภาพของผู้เสียชีวิตเพื่อสื่อสารทางการเมืองหรือสร้างความชอบธรรมให้กับการต่อสู้ด้วยอาวุธหรือไม่
อย่างไรก็ตาม
ต้องแยกให้ออกระหว่างพิธีศพตามหลักศาสนากับการยกย่องความรุนแรง เพราะการจัดพิธีศพให้ผู้เสียชีวิตเป็นเรื่องหนึ่ง
ส่วนการกล่าวอ้างว่าผู้เสียชีวิตเป็นชาฮีดหรือมุญาฮิดีนจากการต่อสู้ด้วยอาวุธเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งไม่ควรตัดสินจากการเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว
คำว่า
“ชาฮีด” และ “มุญาฮิดีน” มีความหมายทางศาสนาที่ละเอียดอ่อน
ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพวีรบุรุษให้กับการกระทำที่ยังมีข้อเท็จจริงต้องตรวจสอบ
และไม่ควรนำคำสอนทางศาสนามาใช้เพื่อปิดกั้นคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่น
แต่คือการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแยกความศรัทธาออกจากการสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรงอย่างตรงไปตรงมา
3. ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือสำหรับแบ่งคนดีออกจากคนที่เห็นต่าง
การตะโกนว่า
“อัลลอฮุอักบัร” ไม่ใช่สิ่งผิดในตัวเอง
เพราะเป็นถ้อยคำที่มุสลิมใช้แสดงความยิ่งใหญ่ของพระผู้เป็นเจ้าในบริบททางศาสนาหลากหลายรูปแบบ
แต่การนำถ้อยคำดังกล่าวไปประกอบการปลุกระดม
หรือใช้สร้างภาพว่าความรุนแรงเป็นสิ่งชอบธรรม
ย่อมเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาจากบริบทและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ไม่ได้กล่าวหาว่าผู้ร่วมพิธีทุกคนสนับสนุนความรุนแรง
เพียงเพราะพวกเขาเข้าร่วมงานศพ เช่นเดียวกัน
ก็ไม่ควรปล่อยให้การอ้างศาสนากลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้ผู้ใช้ความรุนแรงไม่ต้องตอบคำถามต่อสังคม
หากมีผู้กระทำความผิดจริง
เขาควรได้รับการตรวจสอบตามข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่ได้รับการยกเว้นจากการวิพากษ์วิจารณ์เพียงเพราะถูกนำเสนอว่าเป็นนักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์
ศาสนาควรเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจ
เป็นแนวทางในการประพฤติดี และเป็นพลังในการสร้างความเมตตาระหว่างมนุษย์
ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้แบ่งประชาชนออกเป็นฝ่ายที่ต้องเชื่อฟังกับฝ่ายที่ถูกตราหน้าว่าเป็นศัตรู
การวิพากษ์วิจารณ์
BRN
จึงไม่ใช่การโจมตีศาสนาอิสลาม
และการตั้งคำถามต่อการใช้ศาสนาอ้างความชอบธรรมก็ไม่ใช่การดูหมิ่นความศรัทธาของชาวมุสลิม
เพราะมุสลิมผู้รักสันติจำนวนมากย่อมมีสิทธิที่จะปฏิเสธความรุนแรงและไม่ต้องการให้ศาสนาของตนถูกนำไปผูกติดกับการกระทำของกลุ่มติดอาวุธ
4. ประเทศไทยมีพื้นที่สำหรับความหลากหลาย แต่ความรุนแรงไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์
ประเทศไทยประกอบด้วยประชาชนที่มีความแตกต่างทางศาสนา
ภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปสรรคต่อการอยู่ร่วมกัน
หากทุกฝ่ายเคารพสิทธิของกันและกันและอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเสมอภาค
ประชาชนสามารถประกอบศาสนกิจ
แต่งกายตามหลักความเชื่อ รักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม
และเรียกร้องให้รัฐปรับปรุงการทำงานได้ตามช่องทางที่กฎหมายรับรอง
แน่นอนว่า
การกล่าวว่าทุกคนได้รับความเป็นธรรมอย่างสมบูรณ์แล้วอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง
เพราะข้อร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติ การใช้อำนาจโดยมิชอบ
หรือความไม่เป็นธรรมในบางกรณีต้องได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
รัฐเองก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเจ้าหน้าที่เมื่อพบว่ามีการละเมิดสิทธิ
แต่การยอมรับว่าปัญหาเหล่านี้อาจเกิดขึ้น
ไม่ได้หมายความว่าการใช้กำลังทำร้ายผู้บริสุทธิ์จะกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้
และไม่ใช่เหตุผลให้กลุ่มติดอาวุธมีสิทธิใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง
หากเห็นว่ารัฐทำผิด
ก็ต้องนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ หากเห็นว่ากฎหมายไม่เป็นธรรม
ก็ต้องผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการที่เคารพชีวิตและสิทธิของผู้อื่น
ไม่มีใครควรใช้ข้อกล่าวหาเรื่องการกดขี่เป็นข้ออ้างในการทำร้ายคนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อขัดแย้ง
และไม่มีประชาชนคนใดควรถูกบังคับให้เลือกข้างระหว่างความปลอดภัยของครอบครัวกับความเชื่อทางศาสนาของตนเอง
5. เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยก็มีครอบครัว และมีสิทธิกลับบ้านอย่างปลอดภัย
อีกประเด็นที่ไม่ควรถูกมองข้าม
คือเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง
สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน หรือบุคลากรอื่นที่ทำงานโดยสุจริต
ต่างก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต มีครอบครัว มีพ่อแม่ มีภรรยา มีลูก
และมีคนที่รอพวกเขากลับบ้าน
การสวมเครื่องแบบไม่ได้ทำให้ใครหมดสิทธิที่จะมีชีวิต
และการรับเงินเดือนจากการทำงานไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นสมควรถูกทำร้ายหรือสังหาร
เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมาย
และหากมีผู้ใดกระทำผิดก็ต้องถูกตรวจสอบตามกระบวนการที่เป็นธรรม แต่ในอีกด้านหนึ่ง
กลุ่มติดอาวุธก็ไม่มีสิทธิตัดสินว่าใครเป็นศัตรูและลงโทษผู้อื่นด้วยกระสุนปืนตามความเชื่อหรืออุดมการณ์ของตนเอง
การกล่าวหาผู้ที่เห็นต่างว่าเป็นคนทรยศ
เป็นมุนาฟิก หรือเป็นผู้รับใช้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยปราศจากข้อเท็จจริงที่เพียงพอ
ยิ่งทำให้สังคมเต็มไปด้วยความเกลียดชังและสร้างบรรยากาศที่ผู้คนไม่กล้าแสดงความเห็นอย่างอิสระ
สังคมที่ต้องการสันติภาพต้องยืนหยัดบนหลักการเดียวกัน
คือ ไม่ว่าผู้ถูกกระทำจะเป็นชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ ผู้เห็นต่างทางการเมือง
หรือผู้ที่นับถือศาสนาใด ชีวิตของทุกคนล้วนมีคุณค่า
และทุกคนควรได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
6. ใครได้ประโยชน์จากความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบ?
เมื่อความรุนแรงดำเนินต่อไป
คนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักที่สุดมักเป็นประชาชนธรรมดา ผู้ประกอบอาชีพสุจริต
เด็กที่ต้องเติบโตท่ามกลางความหวาดกลัว
และครอบครัวที่ต้องสูญเสียเสาหลักในการดำรงชีวิต
ในขณะเดียวกัน
สังคมก็ต้องกล้าตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง
ผู้แสวงหาผลประโยชน์จากความขัดแย้ง
หรือบุคคลที่นำความทุกข์ของประชาชนไปสร้างชื่อเสียงและอำนาจให้กับตนเอง
หากมีผู้ใดใช้ความสูญเสียเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์
บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาเจ้าหน้าที่โดยไม่มีหลักฐาน
บุคคลเหล่านั้นก็ควรถูกตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา
แต่การกล่าวหาองค์กรภาคประชาสังคมทั้งหมดว่าแสวงหาผลประโยชน์จากศพหรือจากผู้ด้อยโอกาสโดยไม่มีหลักฐาน
ก็ไม่ใช่ความเป็นธรรมเช่นกัน
หลักการที่ถูกต้องคือ
ใครทำผิดต้องตรวจสอบคนนั้น
ใครแสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ของประชาชนต้องมีหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินการได้
และใครใช้ความรุนแรงจนผู้อื่นเสียชีวิตก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
อย่าปล่อยให้การเมือง
ความเกลียดชัง หรือการอ้างอุดมการณ์ใด ๆ
กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้ผู้กระทำผิดหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ
บทสรุป:
หากรักประชาชนจริง ต้องไม่ใช้ชีวิตประชาชนเป็นเดิมพัน
กรณีเหตุการณ์ที่อำเภอไม้แก่น
จังหวัดปัตตานี เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เป็นอีกเหตุการณ์ที่ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด
ทั้งการเสียชีวิตของนายรุสลี อูมา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ใช้อาวุธปืน
และบริบทของการจัดพิธีศพสมาชิกกลุ่มติดอาวุธที่เสียชีวิต
โดยไม่ด่วนสรุปข้อกล่าวหาที่หลักฐานยังไม่ยืนยัน
แต่หลักการสำคัญที่ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์เพิ่มเติมคือ
ไม่มีอุดมการณ์ใดควรอยู่เหนือคุณค่าของชีวิตมนุษย์
และไม่มีความศรัทธาใดควรถูกนำมาใช้ปิดปากผู้ที่เรียกร้องความรับผิดชอบต่อความรุนแรง
หาก
BRN
อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาชน
ก็ต้องตอบให้ได้ว่าการกระทำที่ทำให้ประชาชนเสียชีวิตและใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวนั้นสร้างประโยชน์ให้ใคร
หากอ้างว่าต่อสู้เพื่อศาสนา
ก็ต้องอธิบายให้สังคมเข้าใจว่าการใช้ศาสนาเชื่อมโยงกับการต่อสู้ด้วยอาวุธนั้นมีเหตุผลและข้อเท็จจริงรองรับอย่างไร
ไม่ใช่อาศัยเพียงคำขวัญหรือภาพการแสดงออกในพิธีศพมาเป็นคำตอบแทนความรับผิดชอบ
ประชาชนไม่ควรต้องเสียชีวิตเพื่อพิสูจน์อุดมการณ์ของใคร
เด็กไม่ควรต้องกำพร้าเพื่อให้ใครได้รับการยกย่อง
และเจ้าหน้าที่หรือชาวบ้านคนใดก็ไม่ควรถูกลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์เพียงเพราะพวกเขายืนอยู่คนละฝ่ายในความขัดแย้ง
ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องหยุดใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเครื่องมือ หยุดสร้างความชอบธรรมให้กับความรุนแรง และหันมาแข่งขันกันด้วยข้อเท็จจริง ความยุติธรรม และความสามารถในการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริง
เพราะศาสนาไม่ควรเป็นข้ออ้างให้ใครทำร้ายผู้อื่น และอุดมการณ์ที่อ้างว่าทำเพื่อประชาชน ย่อมต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการปกป้องชีวิตประชาชน ไม่ใช่ด้วยจำนวนศพที่เพิ่มขึ้น.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น