วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2569

การซุมเปาะไม่ใช่หลักความศรัทธา แต่คือการข่มขู่สู่สัญญาทาส

การซุมเปาะไม่ใช่หลักความศรัทธา แต่คือการข่มขู่สู่สัญญาทาส

รุ่นพี่ข่มขู่รุ่นน้อง หลอกสาบานตนเข้าวงจรความรุนแรง เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า เหตุใดเยาวชนบางคนในพื้นที่จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการความรุนแรง ทั้งที่ในช่วงเริ่มต้นพวกเขาอาจไม่ได้มีความคิดหรือความตั้งใจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงจรดังกล่าวเลย?

คำตอบส่วนหนึ่งอาจไม่ได้เริ่มต้นจากความสมัครใจ หากแต่เริ่มจาก “ความไว้ใจ” และจบลงด้วย “ความหวาดกลัว”

เยาวชนจำนวนหนึ่งอาจถูกชักจูงโดยคนรู้จักหรือรุ่นพี่ที่มีความสนิทสนมกันมาก่อน จากการชวนพูดคุย ชวนไปพบปะ หรือชวนไปนั่งดื่มน้ำชาในบรรยากาศที่ดูเป็นมิตร ไม่มีสิ่งใดทำให้รู้สึกถึงอันตราย เมื่อความไว้ใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้น การพูดคุยก็อาจเปลี่ยนจากเรื่องทั่วไปไปสู่เรื่องอุดมการณ์ ความขัดแย้ง และการเข้าร่วมกับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง

เมื่อถึงจุดหนึ่ง “คำชวน” อาจเปลี่ยนเป็น “แรงกดดัน” บางคนอาจถูกบอกให้ “ซุมเปาะ” หรือสาบานตน โดยถูกทำให้เชื่อว่าการสาบานนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเครื่องยืนยันความภักดี และเป็นพันธะที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ในบางกรณี การสาบานตนอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความศรัทธาหรือความเข้าใจอย่างแท้จริง หากเกิดขึ้นภายใต้ความกลัว การข่มขู่ และแรงกดดันจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า

จากคำว่า “สมัครใจ” จึงอาจกลายเป็น “จำยอม”

จากความศรัทธาสู่เครื่องมือแห่งความกลัว

สิ่งสำคัญที่สังคมควรแยกให้ออก คือ ศรัทธาทางศาสนากับการนำศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบังคับบุคคลนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ความศรัทธาที่แท้จริงควรตั้งอยู่บนความเข้าใจ ความสมัครใจ และความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ไม่ควรตั้งอยู่บนการข่มขู่ให้หวาดกลัว แต่เมื่อมีการบอกว่า หากไม่ยอมสาบานจะถือเป็นผู้ทรยศ หากถอนตัวจะต้องได้รับอันตราย หรือแม้กระทั่งขู่ไปถึงครอบครัวและคนใกล้ชิด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การสร้างศรัทธา แต่คือการสร้าง “ความกลัว” เพื่อควบคุมคน

เมื่อคนหนึ่งถูกทำให้เชื่อว่า “ถ้าสาบานแล้วจะถอนตัวไม่ได้” เขาย่อมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก แม้ภายในใจจะไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความรุนแรงอีกต่อไปก็ตาม นี่คือกลไกสำคัญของการควบคุมสมาชิก เพราะเมื่อความกลัวเข้ามาแทนที่เสรีภาพ การตัดสินใจก็ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจอีกต่อไป

รุ่นพี่คือประตูบานแรกของการชักจูง

ในหลายกรณี บุคคลที่มีอิทธิพลต่อเยาวชนมากที่สุดอาจไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็น เพื่อน รุ่นพี่ หรือคนที่เคยรู้จักกันมาก่อน

การชักจูงจึงอาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำพูดรุนแรง แต่เริ่มจากความเป็นเพื่อน ความไว้ใจ และความรู้สึกว่า “คนนี้เป็นพวกเดียวกับเรา”

เมื่อความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น การชักชวนก็สามารถเดินหน้าไปทีละขั้น จากการพูดคุยธรรมดาไปสู่การรับรู้ข้อมูลบางอย่าง จากการรับรู้ไปสู่การมีส่วนร่วม และจากการมีส่วนร่วมไปสู่การถูกผูกมัด

เมื่อถึงขั้นสาบานตนแล้ว ผู้ถูกชักนำอาจถูกบอกว่า “ถอนตัวไม่ได้อีกแล้ว”

ประโยคสั้นๆ เช่นนี้สามารถสร้างแรงกดดันทางจิตใจได้อย่างรุนแรง เพราะผู้ที่ถูกชักนำอาจเชื่อว่าตนเองไม่มีทางกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกแล้ว

ในที่สุด ความกลัวจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้สมาชิกยังคงอยู่ในวงจรเดิม แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้ามีแต่ความเสี่ยง

คนที่ลงมืออาจไม่ใช่คนที่ได้ประโยชน์

คำถามที่สังคมควรถามคือ เมื่อเกิดเหตุรุนแรง ใครคือคนที่ต้องรับความเสี่ยงมากที่สุด?

หลายครั้ง คนที่อยู่ระดับล่างอาจเป็นผู้ที่ต้องลงมือในพื้นที่ ต้องเผชิญกับการจับกุม ต้องเสี่ยงชีวิต และต้องรับผลทางกฎหมาย ขณะที่ผู้สั่งการหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาจไม่ได้เป็นผู้ที่ออกไปเผชิญอันตรายด้วยตนเอง เยาวชนหรือสมาชิกระดับปฏิบัติการจึงอาจกลายเป็นเพียง “เครื่องมือ” ของคนที่อยู่เหนือกว่า

คำสั่งบางอย่างอาจถูกทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เป็นภารกิจที่ต้องทำเพื่ออุดมการณ์ หรือเป็นบทพิสูจน์ความกล้าหาญ แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ต้องรับผลโดยตรงกลับเป็นคนหนุ่มสาวที่ถูกส่งไปอยู่แนวหน้า

เมื่อถูกจับกุม คนที่ต้องเผชิญกระบวนการยุติธรรมก็คือผู้ปฏิบัติ

เมื่อเกิดเหตุผิดพลาด คนที่อาจเสียชีวิตก็คือผู้ปฏิบัติ

     และเมื่อทุกอย่างจบลง คนที่ต้องรับความสูญเสียอย่างหนักที่สุดก็คือครอบครัวของผู้ปฏิบัติ  จุดจบของเส้นทางที่เริ่มต้นจากความกลัว เส้นทางของผู้ที่ถูกชักจูงเข้าสู่วงจรความรุนแรงไม่ได้มีปลายทางที่สวยงาม

บางคนถูกดำเนินคดีและต้องเข้าสู่เรือนจำ บางคนต้องหลบหนีจากเจ้าหน้าที่และไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ ขณะที่บางคนอาจต้องสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรง แต่ไม่ว่าจะจบลงในรูปแบบใด ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงตัวผู้กระทำเท่านั้น

พ่อแม่ต้องสูญเสียลูก

ภรรยาต้องสูญเสียสามี

ลูกต้องเติบโตขึ้นโดยไม่มีพ่อหรือแม่

ครอบครัวต้องอยู่กับคำถามว่า เหตุใดคนที่เคยมีอนาคตจึงต้องเดินมาถึงจุดนี้

ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากการพบกันเพียงครั้งเดียว การพูดคุยเพียงไม่กี่ครั้ง หรือคำชักชวนจากคนที่ไว้ใจ และจุดเปลี่ยนสำคัญอาจเกิดขึ้นเมื่อคำว่า “ศรัทธา” ถูกนำมาใช้ปะปนกับ “ความกลัว”

สังคมต้องช่วยกันหยุดวงจร ก่อนที่จะสายเกินไป

การแก้ปัญหาจึงไม่ควรมองเพียงปลายเหตุว่า ใครเป็นผู้ก่อเหตุ แต่ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า ใครกำลังชักจูงเยาวชน ใครกำลังสร้างความกลัว และใครกำลังทำให้เด็กคนหนึ่งเชื่อว่าตัวเองไม่มีทางเลือก

ครอบครัว โรงเรียน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน

สิ่งที่เด็กและเยาวชนควรได้รับคือความรู้ ความเข้าใจ และพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย ไม่ใช่การถูกทำให้หวาดกลัวจนต้องยอมทำตามคำสั่งของใคร

หากมีใครบอกว่า “เมื่อสาบานแล้วจะถอนตัวไม่ได้” หรือใช้ศาสนา ครอบครัว หรือความตายมาเป็นเครื่องมือบังคับ นั่นควรเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องยอมจำนน เพราะความศรัทธาที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเกิดจากการข่มขู่

และคำสาบานที่เกิดขึ้นจากความกลัว ย่อมไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ศรัทธา หากแต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนคนหนึ่งสูญเสียเสรีภาพในการเลือกชีวิตของตัวเอง

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหยุดไม่ใช่เพียงเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นปลายทาง แต่คือกระบวนการตั้งแต่ต้นทาง - ตั้งแต่การชักจูง การสร้างความกลัว การบังคับสาบาน ไปจนถึงการส่งคนหนุ่มสาวเข้าสู่วงจรความรุนแรง

เพราะทุกครั้งที่เยาวชนคนหนึ่งถูกดึงเข้าสู่วงจรนี้ ไม่ได้หมายถึงการสูญเสียอนาคตของคนเพียงคนเดียว แต่หมายถึง อีกหนึ่งครอบครัวที่อาจต้องเผชิญกับความสูญเสีย และอีกหนึ่งชีวิตที่อาจไม่มีโอกาสได้เลือกเส้นทางของตัวเอง

“ซุมเปาะ” ที่เกิดจากความกลัว จึงไม่ควรถูกทำให้เป็นภาพของความศรัทธา แต่ควรถูกมองอย่างตรงไปตรงมาว่า หากมีการข่มขู่ บังคับ หรือใช้ความเชื่อเพื่อควบคุมคน นั่นคือกับดักของความรุนแรงที่สังคมต้องช่วยกันหยุดให้ได้.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น