การซุมเปาะไม่ใช่หลักความศรัทธา
แต่คือการข่มขู่สู่สัญญาทาส
รุ่นพี่ข่มขู่รุ่นน้อง
หลอกสาบานตนเข้าวงจรความรุนแรง เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า
เหตุใดเยาวชนบางคนในพื้นที่จึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการความรุนแรง
ทั้งที่ในช่วงเริ่มต้นพวกเขาอาจไม่ได้มีความคิดหรือความตั้งใจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวงจรดังกล่าวเลย?
คำตอบส่วนหนึ่งอาจไม่ได้เริ่มต้นจากความสมัครใจ
หากแต่เริ่มจาก “ความไว้ใจ” และจบลงด้วย “ความหวาดกลัว”
เยาวชนจำนวนหนึ่งอาจถูกชักจูงโดยคนรู้จักหรือรุ่นพี่ที่มีความสนิทสนมกันมาก่อน
จากการชวนพูดคุย ชวนไปพบปะ หรือชวนไปนั่งดื่มน้ำชาในบรรยากาศที่ดูเป็นมิตร
ไม่มีสิ่งใดทำให้รู้สึกถึงอันตราย เมื่อความไว้ใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้น
การพูดคุยก็อาจเปลี่ยนจากเรื่องทั่วไปไปสู่เรื่องอุดมการณ์ ความขัดแย้ง
และการเข้าร่วมกับกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง
เมื่อถึงจุดหนึ่ง
“คำชวน” อาจเปลี่ยนเป็น “แรงกดดัน” บางคนอาจถูกบอกให้ “ซุมเปาะ”
หรือสาบานตน โดยถูกทำให้เชื่อว่าการสาบานนั้นเป็นเรื่องสำคัญ
เป็นเครื่องยืนยันความภักดี และเป็นพันธะที่ไม่สามารถย้อนกลับได้
แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ในบางกรณี
การสาบานตนอาจไม่ได้เกิดขึ้นจากความศรัทธาหรือความเข้าใจอย่างแท้จริง
หากเกิดขึ้นภายใต้ความกลัว การข่มขู่ และแรงกดดันจากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
จากคำว่า
“สมัครใจ” จึงอาจกลายเป็น “จำยอม”
จากความศรัทธาสู่เครื่องมือแห่งความกลัว
สิ่งสำคัญที่สังคมควรแยกให้ออก
คือ ศรัทธาทางศาสนากับการนำศาสนามาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบังคับบุคคลนั้นไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
ความศรัทธาที่แท้จริงควรตั้งอยู่บนความเข้าใจ
ความสมัครใจ และความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
ไม่ควรตั้งอยู่บนการข่มขู่ให้หวาดกลัว แต่เมื่อมีการบอกว่า
หากไม่ยอมสาบานจะถือเป็นผู้ทรยศ หากถอนตัวจะต้องได้รับอันตราย
หรือแม้กระทั่งขู่ไปถึงครอบครัวและคนใกล้ชิด สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การสร้างศรัทธา
แต่คือการสร้าง “ความกลัว” เพื่อควบคุมคน
เมื่อคนหนึ่งถูกทำให้เชื่อว่า
“ถ้าสาบานแล้วจะถอนตัวไม่ได้” เขาย่อมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางเลือก
แม้ภายในใจจะไม่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับความรุนแรงอีกต่อไปก็ตาม นี่คือกลไกสำคัญของการควบคุมสมาชิก
เพราะเมื่อความกลัวเข้ามาแทนที่เสรีภาพ
การตัดสินใจก็ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจอีกต่อไป
รุ่นพี่คือประตูบานแรกของการชักจูง
ในหลายกรณี
บุคคลที่มีอิทธิพลต่อเยาวชนมากที่สุดอาจไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็น เพื่อน
รุ่นพี่ หรือคนที่เคยรู้จักกันมาก่อน
การชักจูงจึงอาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยคำพูดรุนแรง
แต่เริ่มจากความเป็นเพื่อน ความไว้ใจ และความรู้สึกว่า “คนนี้เป็นพวกเดียวกับเรา”
เมื่อความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น
การชักชวนก็สามารถเดินหน้าไปทีละขั้น
จากการพูดคุยธรรมดาไปสู่การรับรู้ข้อมูลบางอย่าง จากการรับรู้ไปสู่การมีส่วนร่วม
และจากการมีส่วนร่วมไปสู่การถูกผูกมัด
เมื่อถึงขั้นสาบานตนแล้ว
ผู้ถูกชักนำอาจถูกบอกว่า “ถอนตัวไม่ได้อีกแล้ว”
ประโยคสั้นๆ
เช่นนี้สามารถสร้างแรงกดดันทางจิตใจได้อย่างรุนแรง
เพราะผู้ที่ถูกชักนำอาจเชื่อว่าตนเองไม่มีทางกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกแล้ว
ในที่สุด
ความกลัวจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้สมาชิกยังคงอยู่ในวงจรเดิม
แม้จะรู้ว่าหนทางข้างหน้ามีแต่ความเสี่ยง
คนที่ลงมืออาจไม่ใช่คนที่ได้ประโยชน์
คำถามที่สังคมควรถามคือ
เมื่อเกิดเหตุรุนแรง ใครคือคนที่ต้องรับความเสี่ยงมากที่สุด?
หลายครั้ง
คนที่อยู่ระดับล่างอาจเป็นผู้ที่ต้องลงมือในพื้นที่ ต้องเผชิญกับการจับกุม
ต้องเสี่ยงชีวิต และต้องรับผลทางกฎหมาย
ขณะที่ผู้สั่งการหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังอาจไม่ได้เป็นผู้ที่ออกไปเผชิญอันตรายด้วยตนเอง
เยาวชนหรือสมาชิกระดับปฏิบัติการจึงอาจกลายเป็นเพียง “เครื่องมือ”
ของคนที่อยู่เหนือกว่า
คำสั่งบางอย่างอาจถูกทำให้ดูเหมือนเป็นเรื่องยิ่งใหญ่
เป็นภารกิจที่ต้องทำเพื่ออุดมการณ์ หรือเป็นบทพิสูจน์ความกล้าหาญ
แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ต้องรับผลโดยตรงกลับเป็นคนหนุ่มสาวที่ถูกส่งไปอยู่แนวหน้า
เมื่อถูกจับกุม
คนที่ต้องเผชิญกระบวนการยุติธรรมก็คือผู้ปฏิบัติ
เมื่อเกิดเหตุผิดพลาด
คนที่อาจเสียชีวิตก็คือผู้ปฏิบัติ
และเมื่อทุกอย่างจบลง คนที่ต้องรับความสูญเสียอย่างหนักที่สุดก็คือครอบครัวของผู้ปฏิบัติ จุดจบของเส้นทางที่เริ่มต้นจากความกลัว เส้นทางของผู้ที่ถูกชักจูงเข้าสู่วงจรความรุนแรงไม่ได้มีปลายทางที่สวยงาม
บางคนถูกดำเนินคดีและต้องเข้าสู่เรือนจำ
บางคนต้องหลบหนีจากเจ้าหน้าที่และไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้
ขณะที่บางคนอาจต้องสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความรุนแรง แต่ไม่ว่าจะจบลงในรูปแบบใด
ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงตัวผู้กระทำเท่านั้น
พ่อแม่ต้องสูญเสียลูก
ภรรยาต้องสูญเสียสามี
ลูกต้องเติบโตขึ้นโดยไม่มีพ่อหรือแม่
ครอบครัวต้องอยู่กับคำถามว่า
เหตุใดคนที่เคยมีอนาคตจึงต้องเดินมาถึงจุดนี้
ทั้งหมดอาจเริ่มต้นจากการพบกันเพียงครั้งเดียว
การพูดคุยเพียงไม่กี่ครั้ง หรือคำชักชวนจากคนที่ไว้ใจ และจุดเปลี่ยนสำคัญอาจเกิดขึ้นเมื่อคำว่า
“ศรัทธา” ถูกนำมาใช้ปะปนกับ “ความกลัว”
สังคมต้องช่วยกันหยุดวงจร
ก่อนที่จะสายเกินไป
การแก้ปัญหาจึงไม่ควรมองเพียงปลายเหตุว่า
ใครเป็นผู้ก่อเหตุ แต่ต้องย้อนกลับไปดูด้วยว่า ใครกำลังชักจูงเยาวชน
ใครกำลังสร้างความกลัว และใครกำลังทำให้เด็กคนหนึ่งเชื่อว่าตัวเองไม่มีทางเลือก
ครอบครัว
โรงเรียน ผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชน
สิ่งที่เด็กและเยาวชนควรได้รับคือความรู้
ความเข้าใจ และพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุย
ไม่ใช่การถูกทำให้หวาดกลัวจนต้องยอมทำตามคำสั่งของใคร
หากมีใครบอกว่า
“เมื่อสาบานแล้วจะถอนตัวไม่ได้” หรือใช้ศาสนา ครอบครัว
หรือความตายมาเป็นเครื่องมือบังคับ
นั่นควรเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องยอมจำนน เพราะความศรัทธาที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเกิดจากการข่มขู่
และคำสาบานที่เกิดขึ้นจากความกลัว
ย่อมไม่ใช่เครื่องพิสูจน์ศรัทธา
หากแต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนคนหนึ่งสูญเสียเสรีภาพในการเลือกชีวิตของตัวเอง
ท้ายที่สุดแล้ว
สิ่งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันหยุดไม่ใช่เพียงเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นปลายทาง
แต่คือกระบวนการตั้งแต่ต้นทาง - ตั้งแต่การชักจูง การสร้างความกลัว การบังคับสาบาน
ไปจนถึงการส่งคนหนุ่มสาวเข้าสู่วงจรความรุนแรง
เพราะทุกครั้งที่เยาวชนคนหนึ่งถูกดึงเข้าสู่วงจรนี้
ไม่ได้หมายถึงการสูญเสียอนาคตของคนเพียงคนเดียว แต่หมายถึง อีกหนึ่งครอบครัวที่อาจต้องเผชิญกับความสูญเสีย
และอีกหนึ่งชีวิตที่อาจไม่มีโอกาสได้เลือกเส้นทางของตัวเอง
“ซุมเปาะ”
ที่เกิดจากความกลัว จึงไม่ควรถูกทำให้เป็นภาพของความศรัทธา
แต่ควรถูกมองอย่างตรงไปตรงมาว่า หากมีการข่มขู่ บังคับ
หรือใช้ความเชื่อเพื่อควบคุมคน
นั่นคือกับดักของความรุนแรงที่สังคมต้องช่วยกันหยุดให้ได้.



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น