ตัดท่อน้ำเลี้ยงเครือข่ายความรุนแรง
: ปราบยาเสพติดคือภารกิจสำคัญของ กอ.รมน.ภาค 4
ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา
ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สร้างความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชนจำนวนมาก
ขณะที่ภาครัฐยังคงดำเนินมาตรการด้านความมั่นคง การพัฒนา
และการสร้างสันติสุขควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มักถูกกล่าวถึงในมิติด้านความมั่นคง คือเรื่องของ "แหล่งเงินทุน"
หรือ "ท่อน้ำเลี้ยง"
ที่ใช้สนับสนุนการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายความรุนแรงและขบวนการใต้ดิน
การเคลื่อนไหวใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาบุคลากร การจัดซื้ออุปกรณ์
การลำเลียงกำลังพล หรือการสร้างเครือข่ายสนับสนุน
ล้วนต้องอาศัยงบประมาณและทรัพยากรจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้
หน่วยงานด้านความมั่นคงทั่วโลกจึงให้ความสำคัญกับการตัดวงจรทางการเงินของกลุ่มก่อเหตุรุนแรง
ไม่แพ้การปฏิบัติการทางทหารหรือการบังคับใช้กฎหมาย เพราะหากสามารถตัดแหล่งทุนได้
ย่อมส่งผลกระทบต่อศักยภาพในการเคลื่อนไหวของเครือข่ายเหล่านั้นโดยตรง
กรณีการจับกุม
เมื่อ 19 มิ.ย.69 เวลา 0930 ชปพ.3 ได้รับแจ้งจาก ร้อย.ร.ที่ 3 ฉก.พัน.ร.ที่ 1 ว่า
เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.69 เวลา 0530
ขณะกำลังพลตั้งจุดตรวจ/จุดสกัดบริเวณหน้าฐานปฏิบัติการ ร้อย.ร.ที่ 3
ได้ตรวจพบรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ Toyota Vios หมายเลขทะเบียน
กธ 388 ตรัง โดยมี นายนิฮาลาวี อภิบาลแบ อยู่บ้านเลขที่ 28 ม.11 บ.ป่าหวังนอก
ต.บันนังสตา อ.บันนังสตา จว.ยะลา เป็นผู้ขับขี่ผ่านเข้ามายังจุดตรวจ
ผู้ต้องหาพร้อมยาบ้ากว่า
102,000 เม็ด อาวุธปืน และกระสุนปืน ในพื้นที่จังหวัดยะลา
จึงไม่ใช่เพียงการจับกุมคดียาเสพติดทั่วไป
แต่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสกัดกั้นกิจกรรมผิดกฎหมายที่อาจถูกใช้เป็นแหล่งรายได้ของเครือข่ายอาชญากรรมและกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในพื้นที่
ยาเสพติดเป็นอาชญากรรมที่สร้างผลกำไรมหาศาล
ผู้ค้ายาเสพติดจำนวนมากพร้อมเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมาย
เพราะผลตอบแทนที่ได้รับมีมูลค่าสูง ขณะเดียวกัน
เงินที่หมุนเวียนอยู่ในวงจรยาเสพติดก็สามารถถูกนำไปสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายในรูปแบบต่าง
ๆ ได้
ในมิติด้านยุทธศาสตร์ความมั่นคง
การปราบปรามยาเสพติดจึงมีความหมายมากกว่าการป้องกันไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อของยาเสพติด
แต่ยังเป็นการตัดวงจรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเครือข่ายผิดกฎหมายที่อาจแสวงหาผลกำไรจากความเดือดร้อนของประชาชน
ที่สำคัญ
ยาเสพติดไม่ได้ทำลายเฉพาะตัวผู้เสพ แต่ยังทำลายโครงสร้างสังคมของชุมชน
ทำลายครอบครัว ทำลายศักยภาพของเยาวชน และบ่อนเซาะความเข้มแข็งของสังคมจากภายใน
เมื่อชุมชนอ่อนแอ
ความสามารถในการปฏิเสธแนวคิดสุดโต่งหรือการใช้ความรุนแรงก็ยิ่งลดลง
ดังนั้น
ผู้ที่ลักลอบค้ายาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ไม่ว่าจะมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจหรือเหตุผลใดก็ตาม
ล้วนกำลังสร้างความเสียหายให้แก่ประชาชนในพื้นที่อย่างร้ายแรง
การนำยาเสพติดเข้าสู่ชุมชนมุสลิมและชุมชนพหุวัฒนธรรม
ไม่เพียงเป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐเท่านั้น แต่ยังขัดต่อหลักศีลธรรมและคุณค่าทางศาสนาที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องชีวิต
สติปัญญา และอนาคตของมนุษย์
ผู้ที่อ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาชน
แต่กลับมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด
หรือได้รับผลประโยชน์จากเครือข่ายค้ายา
ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดแย้งในตัวเองอย่างชัดเจน
เพราะยาเสพติดไม่ได้ปลดปล่อยประชาชนจากความทุกข์
แต่กลับสร้างความทุกข์ให้กับประชาชนมากขึ้น
การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ในการตรวจค้น
จับกุม และยึดทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด
จึงควรถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างสันติสุขในพื้นที่
การตัดวงจรยาเสพติดคือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของเครือข่ายอาชญากรรม
ลดศักยภาพของผู้ที่อาจใช้เงินผิดกฎหมายในการสนับสนุนความรุนแรง
และปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายมิติ
สันติสุขที่ยั่งยืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นไม่ได้
หากยาเสพติดยังคงแพร่ระบาดและสร้างผลประโยชน์ให้กับเครือข่ายผิดกฎหมาย
การปราบปรามยาเสพติดจึงไม่ใช่เพียงภารกิจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น
แต่เป็นภารกิจร่วมกันของผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคน
เมื่อเจ้าหน้าที่สามารถยึดยาบ้าได้กว่า
102,000 เม็ดในครั้งนี้
นั่นหมายถึงการป้องกันไม่ให้ยาเสพติดจำนวนมหาศาลกระจายสู่ชุมชน
ป้องกันไม่ให้เยาวชนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ
และเป็นอีกก้าวหนึ่งของการตัดวงจรผลประโยชน์ที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายอาชญากรรมในพื้นที่
การตัดท่อน้ำเลี้ยงของความรุนแรง
ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสนามรบหรือจากปฏิบัติการทางทหารเท่านั้น
แต่เกิดขึ้นจากการทำลายเครือข่ายยาเสพติด เครือข่ายอาชญากรรม
และผลประโยชน์ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ เพราะทุกบาทที่ถูกตัดออกจากระบบอาชญากรรม
คืออีกหนึ่งก้าวที่นำพาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่สันติสุข ความมั่นคง
และอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น