สิทธิมนุษยชนเลือกข้าง
หรือบังหน้า?
ความจริงย้อนแย้งท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ จชต.
ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย
ความรุนแรงที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษได้ทิ้งร่องรอยแห่งความสูญเสียไว้กับทุกฝ่าย
ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐ
หรือแม้กระทั่งผู้ที่หลงผิดเข้าสู่เส้นทางของความรุนแรง ความตาย ความหวาดกลัว
และความไม่ไว้วางใจ
กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม
ท่ามกลางความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย เสียงเรียกร้องเรื่อง “สิทธิมนุษยชน”
กลับดูเหมือนจะดังขึ้นจากเพียงบางด้านของความขัดแย้งเท่านั้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่า
การเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในบริบทนี้ เป็นการยืนหยัดเพื่อหลักการอย่างแท้จริง
หรือกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ “เลือกข้าง” โดยไม่ตั้งใจ หรืออาจตั้งใจ?
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เรามักเห็นบทบาทของนักเคลื่อนไหวและนักการเมืองบางกลุ่ม เช่น อัญชนาฯ, พรเพ็ญฯ, หรือ รอมฎอนฯ ที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ
โดยเฉพาะในประเด็นการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย การใช้กฎหมายพิเศษ
หรือข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่รัฐ
การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย
ไม่มีใครปฏิเสธว่าการปกป้องสิทธิของผู้ต้องหา – ผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง - เป็นหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม
แต่ปัญหาที่สังคมจำนวนหนึ่งตั้งคำถาม คือ
เหตุใดเสียงเรียกร้องเหล่านี้จึงดูเข้มข้นและต่อเนื่องเฉพาะในกรณีที่รัฐถูกกล่าวหา
ขณะที่ความสูญเสียของเหยื่อจากเหตุความรุนแรง เช่น ชาวบ้านที่ถูกลอบยิง
ครูที่ถูกทำร้าย หรือเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่
กลับไม่ได้รับการพูดถึงในระดับเดียวกัน
ความรู้สึก
“เลือกข้าง”
จึงเริ่มก่อตัวขึ้นในสายตาของสาธารณชน
เมื่อการสื่อสารด้านสิทธิมนุษยชนดูเหมือนจะเน้นย้ำเพียงด้านเดียวของความจริง
การเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือการหยิบยก
พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มาเป็นกรอบในการปกป้องผู้ถูกควบคุมตัว
เป็นสิ่งที่มีเหตุผลในเชิงหลักการ
แต่หากขาดการกล่าวถึงบริบทของความรุนแรงที่ยังดำรงอยู่
ก็อาจทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความสมดุล
ในอีกด้านหนึ่ง
ครอบครัวของเหยื่อจำนวนมากยังคงใช้ชีวิตอยู่กับความสูญเสียโดยไม่มีโอกาสได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง
หลายคดีไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ เสียงของพวกเขาเงียบงัน
และมักไม่ถูกขยายผ่านเวทีสาธารณะเท่าที่ควร
นี่คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้แนวคิดเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ถูกตั้งคำถามว่า
ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่
คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“รัฐทำผิดหรือไม่” แต่คือ “ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมในการพูดถึงหรือไม่”
เพราะหากสิทธิมนุษยชนถูกนำเสนอในลักษณะที่ดูเหมือนเลือกปกป้องเฉพาะบางกลุ่ม
ก็อาจบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของแนวคิดนี้ในระยะยาว
ความท้าทายขององค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้แทนทางการเมือง
คือการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบอำนาจรัฐ
กับการไม่ละเลยความทุกข์ของเหยื่อจากความรุนแรงทุกรูปแบบ
การยืนหยัดบนหลักการเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ – ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร – คือหัวใจของความน่าเชื่อถื
ท้ายที่สุดแล้ว
สิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่ควรเป็น “หลักการ” ที่ยืนอยู่เหนือความขัดแย้ง
หากสังคมยังคงรับรู้ว่าการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมีความเอนเอียง
ความไว้วางใจที่ควรจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสันติภาพ
ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่เลือนหายไป
และในพื้นที่ที่เปราะบางอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้
ความไว้วางใจนั้น คือสิ่งที่มีค่ามากกว่าสิ่งใด
เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติความรุนแรงที่ยืดเยื้อมายาวนาน.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น