วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2569

ความจริงย้อนแย้งท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ จชต.

สิทธิมนุษยชนเลือกข้าง หรือบังหน้า? ความจริงย้อนแย้งท่ามกลางความรุนแรงในพื้นที่ จชต.

ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย ความรุนแรงที่ยืดเยื้อมานานนับทศวรรษได้ทิ้งร่องรอยแห่งความสูญเสียไว้กับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือแม้กระทั่งผู้ที่หลงผิดเข้าสู่เส้นทางของความรุนแรง ความตาย ความหวาดกลัว และความไม่ไว้วางใจ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย เสียงเรียกร้องเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” กลับดูเหมือนจะดังขึ้นจากเพียงบางด้านของความขัดแย้งเท่านั้น จึงเกิดคำถามสำคัญว่า การเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในบริบทนี้ เป็นการยืนหยัดเพื่อหลักการอย่างแท้จริง หรือกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ “เลือกข้าง” โดยไม่ตั้งใจ หรืออาจตั้งใจ?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามักเห็นบทบาทของนักเคลื่อนไหวและนักการเมืองบางกลุ่ม เช่น อัญชนาฯ, พรเพ็ญฯ, หรือ รอมฎอนฯ ที่ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ โดยเฉพาะในประเด็นการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย การใช้กฎหมายพิเศษ หรือข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่รัฐ

การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย ไม่มีใครปฏิเสธว่าการปกป้องสิทธิของผู้ต้องหา – ผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง - เป็นหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม แต่ปัญหาที่สังคมจำนวนหนึ่งตั้งคำถาม คือ เหตุใดเสียงเรียกร้องเหล่านี้จึงดูเข้มข้นและต่อเนื่องเฉพาะในกรณีที่รัฐถูกกล่าวหา ขณะที่ความสูญเสียของเหยื่อจากเหตุความรุนแรง เช่น ชาวบ้านที่ถูกลอบยิง ครูที่ถูกทำร้าย หรือเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ กลับไม่ได้รับการพูดถึงในระดับเดียวกัน

ความรู้สึก “เลือกข้าง” จึงเริ่มก่อตัวขึ้นในสายตาของสาธารณชน เมื่อการสื่อสารด้านสิทธิมนุษยชนดูเหมือนจะเน้นย้ำเพียงด้านเดียวของความจริง การเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือการหยิบยก พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย มาเป็นกรอบในการปกป้องผู้ถูกควบคุมตัว เป็นสิ่งที่มีเหตุผลในเชิงหลักการ แต่หากขาดการกล่าวถึงบริบทของความรุนแรงที่ยังดำรงอยู่ ก็อาจทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความสมดุล

ในอีกด้านหนึ่ง ครอบครัวของเหยื่อจำนวนมากยังคงใช้ชีวิตอยู่กับความสูญเสียโดยไม่มีโอกาสได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง หลายคดีไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ เสียงของพวกเขาเงียบงัน และมักไม่ถูกขยายผ่านเวทีสาธารณะเท่าที่ควร นี่คือช่องว่างสำคัญที่ทำให้แนวคิดเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ถูกตั้งคำถามว่า ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียมหรือไม่

คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐทำผิดหรือไม่” แต่คือ “ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมในการพูดถึงหรือไม่” เพราะหากสิทธิมนุษยชนถูกนำเสนอในลักษณะที่ดูเหมือนเลือกปกป้องเฉพาะบางกลุ่ม ก็อาจบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของแนวคิดนี้ในระยะยาว

ความท้าทายขององค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้แทนทางการเมือง คือการรักษาสมดุลระหว่างการตรวจสอบอำนาจรัฐ กับการไม่ละเลยความทุกข์ของเหยื่อจากความรุนแรงทุกรูปแบบ การยืนหยัดบนหลักการเดียวกันอย่างสม่ำเสมอ – ไม่ว่าผู้กระทำจะเป็นใคร – คือหัวใจของความน่าเชื่อถื

ท้ายที่สุดแล้ว สิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกมองว่าเป็น “เครื่องมือ” ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเป็น “หลักการ” ที่ยืนอยู่เหนือความขัดแย้ง หากสังคมยังคงรับรู้ว่าการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมีความเอนเอียง ความไว้วางใจที่ควรจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างสันติภาพ ก็อาจกลายเป็นสิ่งที่เลือนหายไป

และในพื้นที่ที่เปราะบางอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความไว้วางใจนั้น คือสิ่งที่มีค่ามากกว่าสิ่งใด เพราะมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติความรุนแรงที่ยืดเยื้อมายาวนาน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น