รู้เท่าทันเล่ห์กลโจรใต้
BRN : แต่งกายลายพราน สร้างความเข้าใจผิด
ป้ายสีเจ้าหน้าที่รัฐ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย
ยังคงเป็นปัญหาที่สร้างความสูญเสียให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “กลุ่มโจรใต้ BRN” ยังคงใช้วิธีการที่แยบยลและซับซ้อนมากขึ้น
เพื่อสร้างความวุ่นวายและบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐ
หนึ่งในวิธีการที่พบบ่อยและน่ากังวลอย่างยิ่ง คือ
การแต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ หรือแต่งกายลายพราน
เพื่ออำพรางตัวและสร้างความเข้าใจผิดให้ประชาชนหลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
กลยุทธ์แห่งความหลอกลวง
พฤติกรรมการแต่งกายลายพรานหรือคล้ายเครื่องแบบทหารของกลุ่ม BRN ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น ยุทธวิธีทางจิตวิทยา (Psychological
Warfare) ที่มีเป้าหมายชัดเจนในการ
ป้ายสีเจ้าหน้าที่รัฐและบ่อนทำลายความไว้วางใจของประชาชน
เมื่อเกิดเหตุร้าย
เช่น การยิง การวางระเบิด หรือการปล้นทรัพย์ในพื้นที่ หากคนร้ายแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่
ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าใครคือฝ่ายดีฝ่ายร้าย
ผลลัพธ์คือเกิด “ความกลัว ความไม่มั่นใจ และความแตกแยก”
ในสังคมท้องถิ่น
หลายกรณีพบว่า
กลุ่มโจร BRN
มักใช้เสื้อผ้าลายพราน หมวกคลุมหน้า รองเท้าทหาร
และแม้แต่ป้ายชื่อปลอม
เพื่อหลอกให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานของรัฐ
เมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน พวกเขาสามารถแฝงตัว สืบข่าว
หรือแม้แต่ก่อเหตุได้โดยไม่เป็นที่สงสัยทันที วิธีการเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อทำลาย
“ภาพลักษณ์ของรัฐ” และ “ความเชื่อมั่นของประชาชน” อย่างเป็นระบบ
การป้ายสีและสร้างสถานการณ์
หลังจากก่อเหตุร้าย กลุ่ม BRN
ยังใช้สื่อออนไลน์และเครือข่ายแนวร่วมในพื้นที่ช่วยเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน
เช่น การปล่อยข่าวลือว่า “เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำ” หรือ “รัฐใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ”
ทั้งที่แท้จริงแล้วเหตุร้ายเกิดจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายเอง นี่คือ กลยุทธ์ป้ายสี
(Blame-shifting strategy) ที่มุ่งทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนในพื้นที่
เมื่อประชาชนเกิดความสงสัยหรือไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่
การปฏิบัติงานด้านความมั่นคงก็ยิ่งลำบากมากขึ้น
เจ้าหน้าที่อาจถูกต่อต้านจากคนในชุมชน
ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขาคือผู้ที่เสียสละปกป้องชีวิตของประชาชนทุกศาสนา
ทุกเชื้อชาติในพื้นที่
ผลกระทบต่อชุมชนและความมั่นคง
ผลจากการแต่งกายเลียนแบบของกลุ่ม BRN ไม่เพียงสร้างความสับสนในระดับบุคคล
แต่ยังส่งผลต่อโครงสร้างทางสังคมโดยรวม ชุมชนเกิดความแตกแยก ไม่ไว้วางใจกัน
ขาดความร่วมมือในการให้ข้อมูลข่าวสารกับภาครัฐ
บางคนหวาดกลัวจนไม่กล้าออกมาทำมาหากินในยามค่ำคืน
เด็กและสตรีต้องอยู่ในความหวาดระแวงอย่างต่อเนื่อง
ความหวาดกลัวที่เกิดจาก
“ภาพลวงตาแห่งเครื่องแบบ”
จึงกลายเป็นอาวุธทางจิตวิทยาที่ร้ายแรงยิ่งกว่าปืนหรือระเบิด เพราะมันทำลาย “ความเชื่อมั่น”
ซึ่งเป็นรากฐานของสันติสุขในสังคม
รู้เท่าทันเล่ห์กลของผู้ก่อการร้าย
ประชาชนในพื้นที่จึงจำเป็นต้อง “ตื่นรู้และรู้เท่าทัน” กลยุทธ์เหล่านี้
การแยกแยะว่าใครคือเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่จริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
โดยสามารถสังเกตได้จาก การสื่อสารกับผู้นำชุมชน –
ทุกภารกิจของเจ้าหน้าที่รัฐจะผ่านการประสานกับผู้นำท้องที่ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
หรือโต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้าน
พฤติกรรมและท่าที –
เจ้าหน้าที่รัฐจะมีระเบียบวินัย สุภาพ ไม่รุกรานประชาชนโดยไร้เหตุผล
ในขณะที่กลุ่มก่อการร้ายมักมีท่าทีรีบร้อน ก้าวร้าว และไม่เปิดเผยตัวตน
หากพบผู้ต้องสงสัยแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่โดยไม่มีหลักฐานหรือพฤติกรรมผิดปกติ
ประชาชนควรแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทราบทันที
เพื่อให้สามารถตรวจสอบและป้องกันเหตุได้อย่างทันท่วงที
บทบาทของประชาชนต่อการป้องกัน
ในสงครามที่ศัตรูใช้ “การหลอกลวง” เป็นอาวุธ การมีประชาชนที่ “รู้เท่าทัน”
คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ทุกคนควรมีสติ
ไม่หลงเชื่อข่าวลือหรือข้อความบิดเบือนในสื่อออนไลน์
ควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ศูนย์ประชาสัมพันธ์จังหวัด
หน่วยทหารในพื้นที่ หรือสื่อของทางราชการ
การรวมพลังกันของประชาชนทุกศาสนา
ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม จะช่วยสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางสังคม”
ต่อเล่ห์กลของกลุ่มผู้ก่อการร้าย เมื่อประชาชนไม่หลงเชื่อ ไม่แตกแยก
และไม่ตกเป็นเครื่องมือของการป้ายสี
พื้นที่ชายแดนใต้ก็จะสามารถกลับมาสู่ความสงบสุขได้ในที่สุด
รัฐบาลและเจ้าหน้าที่กับบทบาทเชิงรุก
นอกจากประชาชนแล้ว
หน่วยงานภาครัฐเองก็ต้องมีมาตรการเชิงรุกในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เช่น
การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อชุมชน การลงพื้นที่พูดคุยกับประชาชน
และการจัดอบรมให้ชาวบ้านรู้จักสังเกตพฤติกรรมต้องสงสัย
ตลอดจนการปรับปรุงยุทธวิธีให้เจ้าหน้าที่มีเครื่องแบบและสัญลักษณ์ที่แยกได้ชัดเจนจากกลุ่มเลียนแบบ
เมื่อรัฐทำงานเชิงรุก
ประชาชนให้ความร่วมมือ และทุกภาคส่วนตระหนักถึงภัยจาก “กลยุทธ์การแต่งกายป้ายสี”
ของกลุ่มโจรใต้ BRN
การสร้างสันติสุขในพื้นที่ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม
กลุ่มโจรใต้
BRN
ใช้การแต่งกายลายพรานหรือคล้ายทหารเพื่อป้ายสีและสร้างความเข้าใจผิด
ถือเป็นอาวุธทางจิตวิทยาที่แยบยลและอันตรายที่สุด เพราะมันไม่เพียงทำลายชีวิต
แต่ยังบั่นทอนความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน
วันนี้
เราทุกคนในพื้นที่ต้องร่วมกัน “รู้เท่าทัน ไม่หลงเชื่อ
และไม่ตกเป็นเหยื่อของการป้ายสี” การมีสติ การสังเกต การรายงาน
และการร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ คือพลังสำคัญในการรักษาความปลอดภัยของบ้านเมือง
ขอให้ทุกคนตระหนักว่า
เครื่องแบบไม่ใช่สิ่งบ่งชี้ความดีเสมอไป
แต่เจตนาและการกระทำต่างหากที่เป็นตัวชี้ว่าใครคือผู้รักษาความสงบ
และใครคือผู้ทำลายมัน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น