ชายแดนใต้ท่ามกลางฤดูการเมือง
เมื่อใดก็ตามที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้ง
เสียงหาเสียงและนโยบายที่พรั่งพรูออกมา มักสะท้อนถึงความพยายามของพรรคการเมืองต่าง
ๆ ที่ต้องการช่วงชิงคะแนนเสียงจากประชาชนในทุกพื้นที่
หนึ่งในพื้นที่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้-ปัตตานี
ยะลา และนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ละเอียดอ่อนทางศาสนา วัฒนธรรม
และความมั่นคงแห่งชาติ
ในช่วง
ตุลาคมถึงพฤศจิกายน ที่กำลังจะมาถึง การเมืองจะเริ่มคึกคักอีกครั้ง
ตั้งแต่การดูด ส.ส. เข้าพรรค ไปจนถึงการประกาศนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรค
แต่เบื้องหลังความคึกคักนั้น อาจมีการเคลื่อนไหวอย่างเงียบ ๆ ของ ขบวนการ BRN และเครือข่ายแนวร่วม ที่พยายามแทรกซึม ชี้นำ
และชักจูงนโยบายทางการเมืองให้เอื้อต่อแนวทางการแบ่งแยกและต่อสู้ของตนเอง
แผนร้ายที่ซ่อนอยู่ภายใต้การเมือง
ตลอดหลายการเลือกตั้งที่ผ่านมา
มีหลักฐานเชิงพฤติกรรมและแนวโน้มที่ชัดเจนว่า เครือข่าย BRN ใช้โอกาสทางการเมืองในการ
“ชี้นำเชิงนโยบาย” ให้พรรคการเมืองต่าง ๆ หันมาให้ความสำคัญกับเรื่อง “อัตลักษณ์เฉพาะกลุ่ม”
มากกว่าความมั่นคงร่วมของชาติ พวกเขาอาศัยข้ออ้างเรื่อง “สิทธิเสรีภาพ” และ
“การพัฒนาเฉพาะถิ่น” เพื่อผลักดันแนวคิดที่นำไปสู่การแยกตัวทางสังคม
วัฒนธรรม และศาสนา
ในทางกลับกัน
พรรคการเมืองบางพรรคที่ต้องการคะแนนเสียงจากพื้นที่ จชต. ก็อาจ “หลงกล”
หรือ “จงใจร่วมมือ” โดยออกนโยบายที่ดูเหมือนจะตอบโจทย์ประชาชน
แต่แท้จริงแล้ว แฝงด้วยเจตนาซ่อนเร้น ที่บั่นทอนเอกภาพของชาติ เช่น
-
การผลักดันการศึกษาที่ลดการเรียนรู้ภาษาไทย
-
การเรียกร้องให้รัฐลดอำนาจการบริหารพื้นที่ให้กับท้องถิ่นเฉพาะกลุ่ม
-
การผลักดันงบประมาณแบบแยกศาสนา
ทั้งหมดนี้
คือช่องทางที่เปิดให้ขบวนการ BRN ใช้เพื่อ “แทรกซึมทางนโยบาย”
อย่างแนบเนียน
ความรับผิดชอบของพรรคการเมืองและประชาชน
รัฐธรรมนูญไทยได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า
พรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลต้องนำนโยบายที่ใช้หาเสียงมาปฏิบัติจริง
ซึ่งหมายความว่า หากพรรคใดออกนโยบายที่บิดเบี้ยว เอื้อให้เกิดความแตกแยก
หรือสนับสนุนแนวทางของขบวนการแบ่งแยก
นโยบายเหล่านั้นจะกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงทันทีเมื่อถูกนำไปใช้จริง
ดังนั้น
ประชาชนในพื้นที่ จชต. ทั้งไทยพุทธและไทยมุสลิม จำเป็นต้อง ตื่นรู้และไม่ปล่อยให้การเมืองนำพาไปในทิศทางที่ผิด
-
คนไทยพุทธต้องกล้าแสดงออกถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม
-
คนมุสลิมที่รักความสงบต้องร่วมกันส่งเสียงให้ชัดว่า “ไม่เอาความรุนแรง
ไม่เอาการแยกดินแดน”
-
ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันให้นักการเมืองมี นโยบายเพื่อความเข้าใจร่วม
ความปลอดภัย และการพัฒนาอย่างแท้จริง
การสร้างกระแส
“ตื่นรู้” ของประชาชน
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป
เราควรร่วมกันสร้างกระแสในสังคมให้เกิด “การตั้งคำถามเชิงนโยบาย”
ต่อทุกพรรคการเมือง เช่น
1. พรรคของท่านมีนโยบายอย่างไรในการดูแลความปลอดภัยของคนไทยพุทธในพื้นที่?
2. จะส่งเสริมพหุวัฒนธรรมอย่างไรให้ทุกศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค?
3. จะป้องกันไม่ให้ขบวนการแบ่งแยกใช้ช่องทางทางการเมืองแทรกซึมได้อย่างไร?
เสียงของประชาชนคือพลังสำคัญในการชี้นำการเมืองให้กลับสู่แนวทางที่ถูกต้อง
ไม่ปล่อยให้ขบวนการใดใช้ความอ่อนไหวในพื้นที่มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง
การเมือง
ในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องของคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว
หากแต่เป็นสนามที่กลุ่มก่อการร้ายและขบวนการแทรกซึมใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง
การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประชาชนไทยทุกคน
โดยเฉพาะในพื้นที่ จชต. ต้อง ร่วมกันเฝ้าระวัง ชี้นำ
และเรียกร้องให้นักการเมืองทำการเมืองบนหลักของความจริงใจ ความเป็นธรรม
และเอกภาพของชาติ
จงจำไว้ว่า “การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเลือกคนเข้าสภา แต่คือการเลือกอนาคตของแผ่นดินปลายด้ามขวานไทย ว่าจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย หรือปล่อยให้แผนร้ายแทรกซึมเข้าทำลายจากภายใน”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น