เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
มีพระราชปณิธานอันแน่วแน่และทรงพระวิริยะอุตสาหะมากล้น
ในการสืบสานดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริและพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
เพื่อนำพาประโยชน์สุขมาสู่ประชาชนชาวไทยอย่างครอบคลุม
ทั้งในด้านการศาสนูปถัมภ์
การสาธารณสุข การสังคมสงเคราะห์ การสร้างอาชีพและส่งเสริมรายได้ การศึกษา
การรักษาสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนการสร้างขวัญและกำลังใจ
และที่สำคัญทรงมุ่งเน้นการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนชาวไทยในทั่วทุกภาคพื้นที่ด้วยพระองค์เองอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท้องถิ่นทุรกันดารและห่างไกลความเจริญ
ดังเป็นที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องและยาวนานหลายทศวรรษ
พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้
ได้แผ่ปกคลุมไปยังประชาชนชาวไทยทุกเชื้อชาติและศาสนาอย่างเสมอกัน
ซึ่งรวมถึงประชาชนชาวไทยเชื้อสายต่างๆ ที่เป็นมุสลิมหรือนับถือศาสนาอิสลามด้วย
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงอุปถัมภ์บำรุงในกิจต่างๆ
ทางศาสนาอิสลามอยู่เป็นนิจ
เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานเมาลิดกลาง
โดยในระหว่าง
พ.ศ.2506 ถึง พ.ศ.2515 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานเมาลิดกลาง (คือ
งานเฉลิมฉลองวันประสูติของท่านศาสดานบีมูฮัมมัด ซ.ล. ปัจจุบันเรียกว่า
งานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย)
และเมื่อ
พ.ศ. 2518 ทรงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานเมาลิดกลาง
และได้พระราชทานพระบรมราโชวาทอันมีค่ายิ่งเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม
และภายหลังจากนั้น
ในทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
อันได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม
เมื่อเสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดทางศาสนาพุทธแล้ว
ก็จะเสด็จพระราชดำเนินไปยังมัสยิดทางศาสนาอิสลามด้วย
ทรงพบปะและมีพระราชปฏิสันถารด้วยความห่วงใยกับผู้นำทางศาสนาอิสลามในพื้นที่นั้นๆ
ทั้งยังทรงให้การสนับสนุนบูรณะมัสยิดหลายแห่งและทรงติดตามดูแลอย่างสม่ำเสมอ อาทิ
มัสยิดที่บ้านคลอแระ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น
นอกจากนี้ ในช่วงการถือศีลอดทางศาสนาอิสลาม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์นำผลอินทผาลัมไปพระราชทานแจกจ่ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ยังได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เป็นประจำสม่ำเสมอทุกปี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้แถบจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมที่มีฐานะความเป็นอยู่ยากลำบาก
ในแต่ละครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินไป
จะทรงประทับพักแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เป็นระยะเวลานาน
เนื่องจากจะได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ห่างไกลอย่างทั่วถึง
ทรงใส่พระราชหฤทัยห่วงใยดูแลการเจ็บไข้ได้ป่วยและพระราชทานความช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลทันที
ทำให้ทรงมีคนไข้ที่เป็นมุสลิมจากพื้นที่ภาคใต้ในพระบรมราชานุเคราะห์เป็นจำนวนมาก
และที่สำคัญทรงอุทิศพระวรกายและทรงงานอย่างหนักในการแก้ไขปัญหาความยากจน
เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้นบนพื้นฐานการพึ่งพาตนเองตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยให้สอดรับกับขนบธรรมเนียมประเพณี
และสภาพสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่มีอยู่แต่ดั้งเดิม
และในขณะเดียวกันก็ให้เป็นการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเป็นศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าด้วย
ดังจะเห็นได้จากภายหลังการก่อตั้ง
มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พ.ศ.2519
ทรงทุ่มเทให้การส่งเสริมและสนับสนุนหัตถกรรมพื้นบ้านในพื้นที่ภาคใต้แถบจังหวัดปัตตานี
ยะลา และนราธิวาส ซึ่งได้แก่ งานจักสาน (กระจูด ใบลาน ปาหนัน และย่านลิเภา)
งานผ้าปักและทอผ้าฝ้าย รวมถึงงานแกะสลักไม้ และงานเครื่องปั้นเซรามิก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจักสานย่านลิเภา จนกลายเป็นผลงานที่มีความประณีตงดงาม
สร้างรายได้
และนำพาชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและนานาชาติในเวลาไม่นาน
นอกจากนี้ในช่วง
พ.ศ. 2521 และพ.ศ. 2527 ทรงสร้างศาลารวมใจในพื้นที่จังหวัดนราธิวาสและปัตตานี
เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้หรือห้องสมุดให้กับประชาชน
ทั้งที่เป็นมุสลิมและพุทธได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการศึกษาผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองทั้งในระดับบุคคลและสร้างการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน
รวมตลอดถึงได้พระราชทานทุนการศึกษาแก่นักเรียนและนักศึกษามุสลิมที่เรียนดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
และนับตั้งแต่จังหวัดชายแดนภาคใต้ประสบกับปัญหาความไม่สงบใน
พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ทรงห่วงใยในความปลอดภัยของประชาชนทั้งที่เป็นมุสลิมและพุทธ ภิกษุสงฆ์
และผู้นำศาสนาอิสลามในพื้นที่ รวมตลอดถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เกี่ยวข้อง
โดยทรงตระหนักถึงความเดือดร้อนในการดำรงชีพ
อันเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดการขึ้น
ดังนั้น
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
จัดตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ หลายแห่งในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา
เพื่อเป็นแหล่งจ้างงานที่ปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งที่เป็นมุสลิมและพุทธ
ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
จัดตั้งโครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริและหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง
บ้านรอตันบาตู อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส
เพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจากเหตุการณ์ความไม่สงบให้สามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมั่นคง
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพ.ศ. 2548
ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมประชาชนทั้งที่เป็นมุสลิมและพุทธ
รวมทั้งผู้นำศาสนาอิสลามและภิกษุสงฆ์เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ณ บ้านโคกไร่ใหญ่
อำเภอสุไหงปาดี จังหวัดนราธิวาส
ความตามที่กล่าวมานี้
เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดีถึงน้ำพระราชหฤทัยอันเต็มเปี่ยม
ด้วยพระเมตตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ที่มีต่อประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่าโดยไม่แบ่งแยก
ซึ่งไม่เพียงเป็นบ่อเกิดพลังแห่งความรักและความสามัคคีในท่ามกลางการอยู่ร่วมกันด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมของสังคมไทยเท่านั้น
หากแต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนชาวไทยมุสลิมสัมผัสได้ถึงพระมหากรุณาธิคุณโดยตรง ทำให้ต่างล้วนมีความภาคภูมิใจ ซาบซึ้งปีติยินดี จนเกิดความสำนึกและพร้อมใจถวายความจงรักภักดี อันส่งผลทอดยาวให้เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่มีรากฐานเหนียวแน่นและกลายเป็นสายใยแห่งความผูกพันตลอดไป





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น