ความรุนแรงและความสูญเสียคำฮิตที่รู้สึกได้ใน
3 จชต.
คงจะบอกว่าอีกครั้งมันคงจะไม่ถูก
ต้องบอกว่าทุกครั้ง
ที่กลุ่มขบวบนการโจรใต้ได้ก่อเหตุรุนแรงด้วยการเลือกใช้วิธีการลอบวางระเบิดและประกบยิงมีผู้สูญเสียทั้งพี่น้องไทยพุทธและมุสลิม
ขณะที่ด่านมีเป็นพันแล้วเขาหลบหนีได้อย่างไร
คำถามนี้คนที่รู้คำตอบที่ดีที่สุดคงจะไม่ใช่ใครที่ไหน
แต่คนที่ตอบได้ดีที่สุดก็คือคนในพื้นที่เองนี้แหละ
โจรใต้เขาไม่หนีผ่านด่านกันหรอกครับ
เขาหนีเข้าหมู่บ้านอยู่ในบ้านของชาวบ้านที่จัดตั้งไว้
ขณะที่ชาวบ้านเองก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ พอเจ้าหน้าที่มาถามก็บอกว่า
กะไม่รู้ แบไม่รู้ ทั้งที่วิ่งเข้าบ้าน กว่าจะประสานผู้นำท้องถิ่น
ผู้นำศาสนาเพื่อร่วมเข้าตรวจค้นกับเจ้าหน้าที่ มันก็หนีไปที่อื่นแหละ
ด้วยการสนับสนุนของเพื่อนบ้าน พื้นที่แห่งนี้เมื่อเกิดมักจะจับได้ยาก
เจ้าหน้าที่ต้องเก็บพยานหลักฐานเพื่อนำไปตรวจผลนิติวิทยาศาสตร์ ขนาดผลพิสูจน์ DNA ตรงกับผู้ต้องหา มันยังพากันออกมาบอกว่า จับแพะ เลย
จนกลายเป็นคำฮิตในพื้นที่ว่าเจ้าหน้าที่จับแพะ แพะที่ตรงกับ DNA
ขณะที่เจ้าหน้าที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดหรือถูกลอบยิง
ก็จะโกหกสร้างข่าวโฆษณาชวนเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ต้องเอาคืน การปล่อยข่าวลักษณะนี้
มีจุดประสงค์เพื่อต้องการใส่ร้ายเจ้าหน้าที่
ก่อนที่กลุ่มขบวนการจะส่งทีมงูเต๊ะเข้าประกบยิงชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ และโยนผิดให้เจ้าหน้าที่ว่า
เป็นการเอาคืนของเจ้าหน้าที่ ถือได้ว่ากลุ่มขบวนการวางแผนชั่วอย่างเป็นระบบ
ทีมงูเต๊ะกลุ่มขบวนการส่วนมากจะคุมกูมิตหรือระดับตำบล ทำหน้าที่ 2
อย่างคือควบคุมมวลชน และเก็บเงินต่างๆ ให้กับกลุ่มขบวนการ
ใครที่มีปัญหาหรือไม่ให้ความร่วมมือ หรือแจ้งข่าวให้กับเจ้าหน้าที่ก็จะฆ่าทิ้งซะเหมือนกับที่ฆ่ารายวัน
ฆ่าคนรายวันมันคงไม่ใช่ซอมบี้เหมือนในหนังที่เจอใครก็ฆ่าไปหมด
แต่คนที่ทำได้คือคนที่ต้องรู้ความเคลื่อนไหวของผู้เสียหายตลอด 24 ชม. วันนี้ทำอะไร
ไปไหนกลับเวลาไหน ใช้เส้นทางอะไร มันเป็นวิธีเดียวกันกับที่กระทำกับเจ้าหน้าที่
แล้วใครละที่รู้ก็คือกลุ่มขบวนการที่แฝงอยู่กับคนในพื้นที่นั้นแหละ
จะให้เจ้าหน้าที่ไปเฝ้ามองติดตามตลอด 24 ชม. คงเป็นเรื่องที่ตลกน่าดู
สื่อแนวร่วมขบวนการอาศัยเหตุการณ์ฆ่ารายวัน
นำมาเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ พร้อมกับกล่าวถึงการทำหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม
โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่ด่วนสรุปเหตุการณ์ฆ่ารายวันกลายเป็นคำฮิตในสามจังหวัดชายแดนใต้
เช่น ขัดแย้งส่วนตัว ขัดผลประโยชน์ธุรกิจผิดกฎหมาย ขัดผลประโยชน์โครงการต่างๆ
หรือแม้แต่แย่งชิงอิทธิพลส่วนท้องถิ่น
แต่แท้จริงแล้วมันคงไม่ใช่คำฮิตหรือคดีฮิตอะไร
เพราะคดีแบบนี้มันเกิดขึ้นได้กับทุกที่ทั่วประเทศทั่วโลก
ไม่ใช่เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
ยิ่งในพื้นที่ด้วยแล้วซึ่งได้รับงบประมาณในการพัฒนาจากรัฐบาลไม่รู้กี่โครงการ
ก็ยิ่งทำให้เกิดกิเลสตัณหาแสวงหาผลประโยชน์กับงบประมาณของรัฐ
กลายเป็นชนวนความขัดแย้ง
โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นที่อาศัยจ้างทีมงูเต๊ะในการก่อเหตุเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์
อีกทังยังโกหกคำโตว่าสรุปคดีเป็นเรื่องขัดแย้งส่วนตัว เพื่อต้องการลดงบประมาณเยียวยาทางกฎหมาย
ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างลอยเพื่อหวังประเด็นให้คดีความขัดแย้งส่วนตัวได้เงินเยียวยา
เหมือนกับคดีความไม่สงบในพื้นที่ สำหรับคดีผลกระทบจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
ล่าสุดมติ ครม. เพิ่มเงินเยียวยาให้กับผลได้รับผลกระทบเป็นล้านและมีทุนการศึกษาเรียนจบปริญญาตรี
แท้จริงแล้วในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้คำที่ฮิตที่สุดคือ
“ความรุนแรงและความสูญเสีย” เสียงระเบิดเสียงปืน ที่มาพร้อมกับเสียงร้องไห้ของผู้สูญเสียที่เกิดจากการกระทำของกลุ่มขบวนการโจรใต้
ที่ประทานยัดเยียดความเจ็บปวดให้กับคนในพื้นที่มาตลอด 19
ปี (ที่ผ่านมา) บางคนต้องสูญเสียครอบครัว บางคนต้องกลายเป็นคนพิการ
และยังต้องกำพร้าพ่อแม่ เราจำต้องทนกับความรู้สึกแบบนี้อีกนานแค่ไหน
มันถูกต้องแล้วหรือที่เราต้องมาทนอยู่ความรุนแรงและความสูญเสียที่กลุ่มขบวนการโจรใต้ยัดเยียดให้
แล้วเรายังจะรับมันอีกหรือ?

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น