ตลอดกว่า
19 ปีของสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนใต้
สังคมไทยคุ้นชินกับความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนใต้มากขึ้น ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้น
หากเป็นกรณีเล็กก็แทบไม่ได้รับความสนใจเลย
หรือต่อให้เป็นกรณีใหญ่ก็มีพื้นที่อยู่ในหน้าสื่อไม่กี่วันก็เงียบไป ในด้านหนึ่ง
การรับรู้ที่น้อยลงเป็นมาจาก
วงจรความรุนแรงมีแนวโน้มที่จะลดลงมาตลอดอย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง
เป็นผลมาจากทิศทางในการทำงานของรัฐในกาลดทอน ‘ความเป็นการเมือง’
ของปัญหาและนโยบายสันติภาพชายแดนใต้เอง
นับตั้งรัฐประหาร
2557 ปัญหาและนโยบายสันติภาพชายแดนใต้ ถูกทำให้เป็นเรื่องเฉพาะมากขึ้น
ในแง่พื้นที่ ปัญหาชายแดนใต้มีแนวโน้มจะมองว่าเป็นเรื่องของ 3 จังหวัด – ปัตตานี นราธิวาส ยะลา
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพื้นที่อื่นของประเทศ
ในแง่ลักษณะปัญหาก็ถูกทำให้เป็นเรื่องของความมั่นคงเป็นสำคัญ
ในส่วนของผู้รับผิดชอบ กองทัพกลายเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่มีอำนาจในการบริหารจัดการงบประมาณ
นโยบาย โครงการ และปฏิบัติการหลักโดยทั้งหมด
คำถามที่ต้องคิดต่อคือ
การทำให้ปัญหาและนโยบายสันติภาพชายแดนใต้ เป็นเรื่องเฉพาะคือแนวทางที่ถูกต้องแล้วหรือไม่
เพราะอย่างน้อยที่สุด งบประมาณกว่า 500,000
ล้านบาทที่รัฐไทยทุ่มลงไป เพื่อแก้ปัญหาชายแดนใต้ในตลอด 20
ปีที่ผ่านมา ก็เป็นภาษีของคนทุกคน
ไม่ต้องพูดถึงว่าการลดทอนความเป็นการเมืองในนโยบายสันติภาพชายแดนใต้นั้น แยกไม่ออกกับการขยายตัวของกองทัพในการเมืองภาพใหญ่ด้วย
ในปี
2562 ซึ่งเป็นปีเลือกตั้งครั้งก่อน และเป็นปีที่ 15
ของความรุนแรงในชายแดนใต้ การวิเคราะห์รูปแบบและวงจรของการก่อเหตุความรุนแรงที่ชายแดนใต้ไว้อย่างชัดเจน
ผ่านมาแล้ว 4 ปี สถานการณ์ชายแดนใต้ยังคงเหมือนเดิม
หรือแตกต่างออกไปอย่างไร ในภาพใหญ่ สถานการณ์ยังคงขึ้นๆ ลงๆ
และมีวงจรของความรุนแรงคล้ายเดิม โดยความรุนแรงจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเหตุการณ์สำคัญ
เช่น ช่วงเดือนรอมฎอน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การเปลี่ยนตัวผู้บริหารในพื้นที่
แม่ทัพภาค เลขาธิการ ศอ.บต.(ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้)
หรือเปลี่ยนผู้นำคณะการเจรจาสันติภาพ หลังจากนั้นก็จะลดต่ำลงเป็นวงจรแบบนี้
อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า
แม้ความรุนแรงจะเกิดขึ้นเป็นวงจร
แต่ความถี่ของเหตุการณ์ความไม่สงบไม่ว่าจะเป็นการยิงปะทะ การวางระเบิด
หรือวางเพลิง มีทิศทางลดลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา
เมื่อพิจารณาดูแล้วพบว่ามีปัจจัยหลักอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือการเริ่มต้นการพูดคุยสันติภาพ
ซึ่งเริ่มต้นในปี 2556
สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์และดำเนินมาอย่างต่อเนื่องถึงรัฐบาล คสช. และรัฐบาลประยุทธ์
ในระหว่างทางแม้จะมีการเปลี่ยนคณะเจรจาและคนเจรจา
แต่นโยบายยังเดินหน้าก็ถือว่าไม่มีอะไรเลี่ยนแปลง
ประเด็นที่สอง
รัฐจัดการควบคุมสถานการณ์อย่างเข้มข้นมากขึ้น
โดยทุ่มทรัพยากรลงไปในพื้นที่เป็นจำนวนมหาศาล ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา รัฐใช้งบประมาณแผ่นดินในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้
กล่าวโดยสรุป
ความรุนแรงที่ลดลงเกิดจากสองขา ขาหนึ่งคือการพูดคุย อีกขาหนึ่งคือการควบคุมด้านความมั่นคงที่เข้มงวดขึ้น
แต่ภายใต้ทิศทางที่ลดลง ก็ยังมีวงจรความรุนแรงตามสถานการณ์อยู่
แนวโน้มความรุนแรงที่ลดลงสะท้อนว่าการดำเนินแนวทางแบบที่เป็นทั้ง
‘พิราบ’ และ ‘เหยี่ยว’ ไปพร้อมๆ กันถือว่ามาถูกทางแล้วไหม ดูเผินๆ
การไม่ได้ควบคุมเข้มอย่างเดียว แต่ใช้การเจรจาด้วย น่าจะมาถูกทาง
ยิ่งใช้แล้วปัญหาลดลงด้วย ยิ่งทำให้หลายคนมั่นใจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง
ต้องดูว่าการแก้ปัญหานั้นแก้ที่รากเหง้าหรือเปล่า
เพราะการแก้ปัญหาโดยสันติภาพที่แท้จริงจะต้องแก้ที่รากเหง้าด้วย
ต้องค้นหาปมความขัดแย้งให้เจอ เห็นโครงสร้างของปัญหาในพื้นที่ว่าอยู่ตรงไหน
รากเหง้าของปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้คือ
ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ความอยุติธรรมต่างๆ และการกดทับทางอัตลักษณ์
หรือที่ในทางวิชาการเรียกว่า ‘ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง’
ซึ่งเป็นชนวนสำคัญในการทำให้ความรุนแรงเชิงกายภาพปะทุออกมา ความรุนแรงเชิงโครงสร้างมักเป็นสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าได้ยาก
เลยทำให้ถูกแก้ได้ยากด้วย
ยกตัวอย่างเช่น
ในเรื่องของโครงสร้างเศรษฐกิจ จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส
ถือว่าเป็นพื้นที่ความยากจนมากที่สุดของประเทศ
ในขณะที่คุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ด้อยตามไปด้วย เช่น
โครงสร้างพื้นฐานอย่างน้ำสะอาดก็ยังเข้ากันไม่ถึงทั่ว การศึกษาก็มีคุณภาพต่ำมาก
ผลสอบคะแนนโอเน็ตของระดับประเทศของสามจังหวัด (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส)
เป็นกลุ่มที่ต่ำที่สุดของประเทศ อัตราการตายของทารกแรกเกิดก็สูงกว่าที่อื่น
ตัวชี้วัดเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า การพัฒนาในพื้นที่มีปัญหา
ซึ่งน่าสนใจว่ารัฐทุ่มทรัพยากรลงไปแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท
แต่ความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของผู้คนไม่ดีขึ้นเลย
ก็ยังเป็นข้อสงสัยกันอยู่ว่าเงินหายไปไหน
นอกจากนี้
มาตรการที่รัฐใช้ยังกลับกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างเสียเอง โดยเฉพาะกฎหมายพิเศษอย่างกฎอัยการศึกและ
พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ในด้านหนึ่งรัฐอ้างว่ามีความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการในการจัดการพื้นที่อย่างเข้มข้น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง กฎหมายพิเศษเหล่านี้ก็ละเมิดสิทธิของประชาชน
ที่ผ่านมามีกรณีร้องเรียนเป็นจำนวนมากเรื่องการวิสามัญฆาตกรรม
ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าการตาย จากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ค่อนข้างสูง
โดยเจ้าหน้าที่อ้างเป็นการปฏิบัติตามขอบเขตกฎหมาย
ที่ผ่านมารัฐบาลก็พยายามแก้เรื่องนี้
โดยระมัดระวังไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือว่าการปฏิบัติการที่รุนแรงเกินควร
แต่ก็ควบคุมได้บางส่วน หลายส่วนแก้ไม่ตก
ในระยะหลัง
การเจรจาสันติภาพก็เริ่มเห็นตรงกันมากขึ้นว่า ต้องแก้ปัญหาทั้งหมดไปพร้อมกัน
ฝ่ายที่เห็นต่างจากรัฐ ซึ่งมี BRN เป็นตัวหลักก็เสนอให้มีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย
นอกจากนี้
การศึกษาหารือกับประชาชนก็เริ่มเห็นแล้วว่ามีการพูดถึงข้อเสนอเหล่านี้มากขึ้น
ตรงนี้ถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญ
ในช่วงปี
2556-2558 ซึ่งเป็นช่วงแรกของการพูดคุยสันติภาพ ข้อโต้แย้งเกิดขึ้นเมื่อ BRN
เสนอว่า ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและการกดทับเชิงวัฒนธรรมก่อน
แล้วความรุนแรงจะลดลง แต่ทางรัฐบาลบอกว่าต้องยุติความรุนแรงก่อนจึงจะคุยกันต่อได้
ไม่ได้ตกผลึกทั้งคู่
นอกจากนี้
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ทั้งสองฝ่ายเริ่มตกผลึกด้วยกันว่าสารัตถะในการแก้ไขความรุนแรงมี 3 ประเด็นใหญ่
ประเด็นแรกคือการยุติความรุนแรงหรืออย่างน้อยลดความรุนแรงเป็นสิ่งที่ทั้งฝ่ายรัฐและประชาชนในพื้นที่ต้องการ
ดังนั้น คู่ขัดแย้งทั้งสองต้องลดความเป็นปฏิปักษ์ทางการทหาร
ประเด็นที่สองคือการสื่อสารกับประชาชน
(public
communication) และการพูดคุยกับประชาชนแบบมีส่วนร่วม (public
consultation) มีส่วนสำคัญในการลดความรุนแรง
พูดแบบเป็นรูปธรรมคือการแก้ปัญหาหรือดำเนินการใดๆ ต้องมีการปรึกษากับประชาชนก่อน
ซึ่งทั้งรัฐและ BRN เองก็ยอมรับข้อนี้และดำเนินการกับมวลชนฝ่ายตัวเอง
ซึ่งอาจทำให้เกิดกระบวนการและกลไกอื่นตามมาอีก เช่น
การมีกลไกการปรึกษาหารือกับประชาชน ตรงนี้สำคัญมาก
เพราะถ้าจบแค่รัฐกับคู่ขัดแย้งคุยกัน ประชาชนก็ไม่รู้เรื่องอยู่ดี
ประเด็นที่
3
ก็คือการหาทางออกในทางการเมือง (political solution) เมื่อตกผลึกกันแล้วว่า
รากของความขัดแย้งอยู่ที่ปัญหาเชิงโครงสร้างทั้งหลาย
การแก้ปัญหาจึงต้องใช้กระบวนการในทางการเมืองในการจัดการ
ซึ่งตรงนี้ก็รวมถึงเรื่องใหญ่ๆ ที่มีการถกเถียงกัน เช่น รูปแบบการปกครองแบบพิเศษ
การกระจายอำนาจ นโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนา
จะเห็นว่าเรื่องพวกนี้เป็นไม่ใช่เรื่องที่การทหารจะจัดการได้
ความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยทั้งประเทศ
ไม่ใช่แค่พื้นที่ชายแดนใต้เท่านั้น
อะไรทำให้ปัญหาในพื้นที่ชายแดนใต้มีความเฉพาะตัว
คำตอบที่ชัดมากที่สุดคือ
ความรุนแรงเชิงโครงสร้างในที่อื่นไม่มีการใช้อาวุธในการตัดสิน ไม่มีการยิง
และไม่มีการใช้ระเบิด และมักจะหยุดเพียงแค่การเรียกร้องของประชาชน และรัฐก็อาจจัดการคนเห็นต่างด้วยเครื่องมือทางกฎหมาย
ความรุนแรงก็ไม่เกิดขึ้น
คำถามที่ต้องคิดต่อคือ
แล้วอะไรที่ทำให้ความขัดแย้งในชายแดนใต้กลายเป็น ‘ความไม่สงบ’ (insurgency) ซึ่งเป็นความขัดแย้งอีกระดับหนึ่ง ตรงนี้เป็นปัจจัยเฉพาะในพื้นที่ ซึ่งมีเชื้อที่อาจจะนำไปสู่ความรุนแรงอยู่ก่อนแล้ว
ซึ่งเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ปัตตานีและเรื่องราวในอดีต
ซึ่งมีความขัดแย้งอยู่ก่อนแล้ว
ประสิทธิภาพและเอกภาพเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ
อันที่จริงการทำงานภายใต้ระบบนี้ในช่วงแรกก็มีปัญหาอยู่พอสมควร
หัวหน้าคณะพูดคุยคนแรกในสมัย คสช. คือ พลเอกอักษรา เกิดผล
ก็ไม่ได้ทำงานอย่างราบรื่น พูดกันตรงๆ คือ ทำงานไม่ค่อยเข้าขากันกับแม่ทัพภาคที่ 4
คนหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ อีกคนอยู่ในพื้นที่ การดำเนินการหลายอย่างค่อนข้างตะกุกตะกัก
จนถึงขั้นที่พลเอกประยุทธ์ต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาสนับสนุนคือ
‘คณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ปัญหาทางใต้’ ซึ่งประกอบไปด้วยอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และอดีตเลขา ศอ.บต. เพื่อทำหน้าที่เชื่อมต่อให้เกิดการบูรณาการ ซึ่งต่อมาคณะผู้แทนนี้ก็ลดบทบาทลงเพราะไม่เวิร์ก
แต่เรื่องที่สำคัญกว่านั้นคือ
โครงสร้างอำนาจและเครื่องมือนโยบายที่ คสช.
สร้างขึ้นและเป็นมรดกตกทอดมาถึงปัจจุบันนั้น มาถูกทางหรือไม่
ถ้าเราเชื่อว่าการแก้ปัญหาสันติภาพ ต้องแก้โดยพลเรือน โอเค
อย่างไรเสียเราก็คงไม่สามารถมองข้ามทหารและความมั่นคงในพื้นที่ได้
แต่ว่าอย่างน้อยสถานภาพและบทบาทของพลเรือนและข้าราชการฝ่ายพลเรือนต้องมีมากขึ้น
ต้องขึ้นมามีสถานะและอำนาจใกล้เคียงกันกับฝ่ายทหาร
ไม่ใช่อยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจทหารแบบที่เป็นอยู่
แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นอย่างไร
ผมก็ยังเชื่อว่ารัฐบาลพลเรือนสามารถแก้ไขปัญหาความรุนแรงในชายแดนใต้ได้ดีกว่ารัฐบาลทหาร



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น