“รั้วกั้นชายแดนไทย-มาเลย์”
เป็นเรื่องสมควรทำมานานแล้ว
แก้ปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย
ลดการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ เป็นที่รู้กันดีว่าโจรใต้ได้ใช้บางพื้นที่เป็นช่องทางหลบหนีหรือเคลื่อนไหวหลบซ่อนเข้าไปในเขตประเทศมาเลเซีย
ซึ่งเป็นแหล่งประกอบระเบิด และเป็นแหล่งบ่มเพาะ เช่นเดียวกับกรณี
วางระเบิดหน้าร้านทอง อ. ตากใบ เมื่อวันที่วันที่ 21 ต.ค.66 ใช้ระเบิดแสวงเครื่องบรรจุถังดับเพลิงหนัก 20 กก.
และได้ใช้เส้นทางทางธรรมชาติลักลอบเข้ามาฝั่งไทย และหนีไปกบดานฝั่งเพื่อนบ้าน
อย่างง่ายดาย
เมื่อไม่อะไรมากั้นแนวชายแดน
การลักลอบหลบหนีเข้าออกชายแดนใต้โดยการใช้เส้นทางธรรมชาติของขบวนการ
จึงเป็นสิ่งที่กระทำได้อย่างง่ายดาย การสร้าง “รั้ว” ชายแดนไทย-มาเลเซีย
คือการตัดเส้นทางการการหลบหนีของกระบวนการโจรใต้โดยแท้จริง
การมีรั้วกั้นตามแนวชายแดนที่
อ.สุไหงโก-ลก อ.ตากใบ และ อ.แว้ง จ.นราธิวาส
ยังช่วยแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาทำงาน และหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย
สินค้าหนีภาษี น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การค้าอาวุธ
และการล่าช้าจากการอ้างเรื่อง
“วิถีชีวิต”
ที่ผู้คนตามแนวชายแดนเดินข้ามคลองไปมาหาสู่กันมาเป็นร้อยปีแล้วจึงไม่ควรไปปิดกั้น
ทั้งที่รู้กันอยู่ว่าเป็นช่องทางให้แก่สินค้าและแรงงานเถื่อนมาตลอด
ร่วมถึงการใช้ช่องทางนี้ในการหลบหนีความผิดเข้าไปกบดานในประเทศเพื่อนบ้าน
แล้วผู้ได้ประโยชน์มากกว่าชาวบ้านคือใคร
?...ข้ออ้างเรื่องอัตลักษณ์และวิถีชีวิตจึงกลายเป็นปัญหาที่ถูกปล่อยปละละเลยให้หมักหมมมานาน
ถ้าเปรียบเป็นคนที่มีชีวิตจิตใจก็น่าจะเป็นมะเร็งร้ายเรื้อรังมานานแล้ว
แต่กลับไม่กล้าที่จะรักษาด้วยการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายทิ้งไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น