คำชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง
ต่อกรณีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน
ความพยายามเผยแพร่ข้อมูล
“แผนการยึดครองประเทศไทย และนำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้กับคนทั่วไปในประเทศไทย”
ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
เชื่อมโยงกับการสร้างมัสยิดในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย
จนนำไปสู่การยึดครองประเทศของมุสลิมนั้น ข้อความลักษณะดังกล่าวห่างไกลจากความเป็นจริงมาก
ความเป็นจริงคือ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมมีเพียง 4
ฉบับ คือ
1)
พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี
นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการครอบครัวและมรดกของมุสลิมใน
4 จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น
2)
พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการฮัจย์ พ.ศ.2524
เป็นกฎหมายที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์จากเงินส่วนตัวของผู้ที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์
รัฐบาลมิได้จัดงบไปสนับสนุนพิเศษ ยกเว้นกรณีที่รัฐต้องการเยียวยาให้เจ้าหน้าที่รัฐหรือมุสลิมที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น
3)
พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.2540 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม
ที่ไม่ได้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แต่อย่างใด
โครงสร้างหลักของพระราชบัญญัติฉบับนี้วางบทบาทให้จุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม
มีคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในระดับหมู่บ้านหรือชุมชน (ระดับชุมชน มีกรรมการมัสยิด)
โดยผู้นำศาสนาและตัวแทนด้านศาสนาทุกคนไม่ได้มีอำนาจ บทบาท หน้าที่ในการบริหารจัดการทางการเมืองในทุกระดับของสังคม
4)
พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ.2545
เป็นกฎหมายที่สะท้อนความเข้าใจของรัฐบาลต่อหลักการศาสนาอิสลามในเรื่องระบบการเงินที่จำเป็นต้องปราศจากดอกเบี้ย
ปัจจุบันผู้ที่ใช้บริการธนาคารอิสลาม เป็นชาวไทยพุทธ ร้อยละ 69.61 และมุสลิม ร้อยละ 30.39
ที่สำคัญแม้ใช้ชื่อว่าธนาคารอิสลาม
แต่มุสลิมทุกคนไม่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือประชาชนไทยพุทธแต่อย่างใด
ตามที่กล่าวมา
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามทั้ง 4 ฉบับ
ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรศาสนาอิสลามหรือคนมุสลิมจะมีสิทธิ อำนาจ
หรือหน้าที่เข้าไปแทรกแซงกิจการทางการเมืองของรัฐไทยได้แม้เพียงน้อยนิด

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น