เครือข่ายปัญญาชนมุสลิมติดตามการคัดสรรจุฬาราชมนตรีคนที่
19
สังคมมุสลิมในประเทศไทยเดินทางเข้าสู่ทางแพร่งของการเลือกสรร
“ผู้นำสูงสุด” อีกครั้งจากการอสัญกรรมของนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีคนที่
18
นำสู่สภาวการณ์แห่งความแปรปรวนการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและการเปิดสนามแห่งการขัดกันฉันท์พี่น้องของคนในศาสนาเดียวกัน
การสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของพี่น้องชาวไทยมุสลิมในครั้งนี้ คือกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยจำนวน
36 คน ทำหน้าที่คัดสรร
และมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดเป็นผู้ลงคะแนนคัดเลือกกว่า 740 เสียง
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ที่คาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อและกลุ่มผู้ให้การสนับสนุนเริ่ม กระบวนการที่จะทำให้ฝ่ายของตนได้รับการคัดสรรและได้รับคะแนนเสียงจากคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด การได้มาของ‘ผู้นำกิจการศาสนาอิสลามสูงสุดของประเทศไทย’ ถูกวางกรอบกติกาว่าในทางปฏิบัติไม่ควรหาเสียง แต่เลือกใช้การเดินสายแนะนำตัว พฤติกรรมที่แสดงออกเริ่มมีการป้ายสี ตีกันคู่แข่ง ถอดถอนสิทธิ์ฝ่ายตรงข้าม แบ่งขั้ว ออกเดินสาย ขายฝัน ลั่นวาจา สัญญาว่าจะตอบแทน บางจังหวัดผู้ว่าฯเรียกประชุม ซักซ้อม ทำความเข้าใจ ประธานคณะกรรมการอิสลามอิสลามประจำจังหวัดบางเรียกรวมตัว บางจังหวัดมีคำตอบอยู่แล้วว่าจะเทคะแนนให้ใคร ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในโค้งสุดท้ายก่อนการคัดสรรอย่างเป็นทางการโดยมีกระทรวงมหาดไทยกำหนดและทำหน้าที่ควบคุมการคัดสรรและการลงคะแนนให้เดินตามกรอบกติกาที่กำหนด
จนมีบางฝ่ายเสนอว่าควรการมีองค์กรตรวจสอบการคัดเลือกในครั้งนี้ โดยควรเชิญหรือตั้งองค์กรที่ทำหน้าที่คล้ายกับ “มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย” (P Net) มาร่วมตรวจสอบ หากการคัดเลือกนั้นไม่โปร่งใส พบเรื่องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซื้อเสียงหรือสัญญาว่าจะให้ อาจฟ้องศาลได้หรือไม่
คำถามที่สำคัญคือ
ทำไมการได้มาของ “จุฬาราชมนตรี” ไม่ใช้ระบบการคัดสรรในแบบอิสลาม
หากแต่เลือกใช้กติกาตามระบบประชาธิปไตย
ซึ่งอิสลามมีวิธีการในแบบของตัวเองแต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้และเป็นไปได้อย่างไรที่ตัวแทนปวงชนมุสลิมไทยใช้อำนาจที่ได้มาจากปวงชนทั้งหมด
แต่ปวงชนทั้งหมดไม่มีสิทธ์ที่จะเลือกเขาผู้นั้นได้โดยตรง
โดยการออกเสียงเป็นเพียงสิทธิเฉพาะคณะกรรมการอิสลามประจังหวัดเพียง 700
กว่าคนที่เป็นตัวแทน ทั้งที่ตัวแทนเหล่านั้นเกือบครึ่งไม่จบแม้กระทั่งปริญญาตรี
หรือไม่ผ่านการวัดฐานความรู้ด้านศาสนา บางส่วนไม่ได้ซักถามหรือรับฟังชาวบ้านและผู้นำชุมชนด้วยซ้ำว่าปวงชนต้องการผู้นำแบบใดและปัญหาใดที่อยากให้ท่านจุฬาฯ
คนใหม่ได้ช่วยเหลือแก้ไข
เป็นไปได้อย่างไรที่นักวิชาการ
ผู้นำในแวดวงต่างๆ ทั้งทางการเมือง ภาคธุรกิจและภาคอื่นๆ ที่มีความรู้
ความเข้าใจและรู้จักสังคมมุสลิมไทยอย่างลึกซึ้งอีกหลายร้อยหลายพันคน
ไม่ว่าจะเป็นศาตราจารย์ คณาจารย์ อุลามะห์ อุสตาส
บาบอจนกระทั่งปัญญาชนและประชาชนทั่วไป
ไม่สามารถแม้แต่จะออกเสียงในการเลือกผู้นำที่จะส่งผลต่ออนาคตและชะตากรรมของเขาในอีกหลายปีข้างหน้า
วัยวุฒิและระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง
ในขณะที่กระแสโลกต้องการผู้นำที่อยู่ในวัยกลางคน
(บารัค โอบามาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีบริหารประเทศและจักวรรดิอเมริกา ตอนอายุ
48 ปี เมื่อปี 2009
,รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงงบประมาณของประเทศเบลเยี่ยมดำรงตำแหน่งในขณะอายุ
29 ปีส่วนศาสดามูฮำหมัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำการเผยแผ่และชี้ขาดประเด็นศาสนารับตำแหน่งเป็น
“นบี” ศาสนทูตเมื่ออายุ 40 ปี) สวนกับกระแสและค่านิยมในการเลือกผู้นำมุสลิมไทย
ที่ยังยึดอยู่กับหลักคิดในเรื่องของความแก่พรรษาและระดับความอาวุโส
โดยส่วนมากผู้ที่เป็นตัวเลือกและคาดว่าจะถูกเสนอชื่อในวันคัดสรร
หลายท่านมีอายุไม่ต่ำกว่า 60 ปีแทบทั้งสิ้น อีกทั้งหลายกระแสยังเชื่อว่า “ยิ่งอาวุโสยิ่งดี”
คนวัยกลางคนที่มีศักยภาพและความสามารถจึงถูกกันออกไปจากการเป็นผู้นำปัญหาคือ
อายุสัมพันธ์อย่างไรกับศักยภาพในการบริหารองค์กรศาสนา
กับการอาสารับหน้าที่นำพาสังคม จำเป็นหรือไม่และสำคัญเพียงใดที่ผู้นำควรจะมีอายุมากๆ
ท่านคิดว่าผู้นำมุสลิมไทยผู้กุมทิศทาง
ควบคุมจังหวะการก้าวเดินและชี้นำการแก้ไขปัญหาของมุสลิมทั้งประเทศควรจะเป็นคนในช่วงวัยใด
เรื่องการดำรงตำแหน่งตลอดชีวิตของผู้ดำรงตำแหน่งจุฬาฯ
ที่ถูกระบุใน พ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540
เป็นอีกประเด็นที่ยังคงถูกท้าทายและตั้งข้อสงสัยว่า
ผู้นำทางศาสนาควรรับตำแหน่งจนสิ้นชีพหรือไม่
แล้วถ้ายังไม่สิ้นชีพแต่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้จะทำอย่างไร องค์กร ลูกหลาน
ลูกศิษย์และคนใกล้ชิดควรเอาเอกสิทธิ์ของท่านไปใช้งานได้หรือไม่ เพราะในอดีตเคยปรากฏการณ์ว่าลูกหลานและบริวารเคยนำอำนาจหน้าที่ของท่านไปใช้แทนในนามของจุฬาราชมนตรี
ที่นอนเตียงและไม่สามารถปฏิบัติงานได้จริงโดย
นำลายเซ็นหรือความเป็นเลขานุการไปใช้ในกิจการต่างๆ
สังคมจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากเงื่อนไขระยะเวลาการดำรงตำแหน่งตลอดชีวิตที่ตั้งขึ้น
ในประเด็นนี้นักวิชาการระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยอิสลามมาดีนะห์ Islamic
University of Madina ประเทศซาอุดิอารเบีย
เคยตั้งคำถามและซักค้านในสภาผู้แทนฯ ในการพิจารณากฎหมายดังกล่าวว่า
ในประเด็นนี้อย่างมีนัยยะสำคัญว่า กติกาเช่นนี้
“มันไม่กินกับปัญญา” ในยุคนี้ที่มุสลิมไทยจะต้องมีผู้นำแบบไร้วาระและกรอบเวลา
อิสลามไม่ได้บอกว่า ผู้นำทุกประเทศ ทุกยุค
ทุกสมัยจะต้องดำรงตำแหน่งในแบบที่เรียกว่า “ตลอดชีวิต”
ทั้งยังให้ความเห็นว่าศักยภาพในการบริหารองค์กรด้านศาสนาและย่อมมีการเมืองภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง
ควรมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งที่สัมพันธ์กับภาระงาน การทำหน้าที่ กำลังกาย
กำลังสติปัญญาและช่วงเวลาที่ความรู้และประสบการณ์อยู่ในช่วงที่โลดแล่นได้อย่างดีที่สุดและสังคมไม่ควรผูกติดกับสังขารของผู้นำในการก้าวไปข้างหน้า
ยิ่งในช่วงที่โลกผันผ่านและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้นำยิ่งต้องก้าวทันความทันสมัยและทราบถึงความซับซ้อนของปัญหาสังคมและความก้าวหน้าของนวัตกรรม
ความสับสนต่ออำนาจหน้าที่
ปัจจุบันบทบาทและหน้าที่ตามกฎหมายของจุฬาราชมนตรีอยู่แค่เพียง
4 ข้อ คือ ให้คำปรึกษาและเสนอความเห็นต่อทางราชการเกี่ยวกับกิจการศาสนาอิสลาม, มีอำนาจแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม,
มีหน้าที่ออกประกาศแจ้งผลการดูเดือนเพื่อกำหนดวันสำคัญทางศาสนาและออกประกาศเกี่ยวกับข้อวินิจฉัยตามบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม
ดูเหมือนว่าหน้าที่ตามกฎหมายที่ระบุใน พรบ.ฯ ปี 2540 มีอยู่อย่างจำกัดยกเว้นหน้าที่ในข้อสุดท้ายคือ
“การออกประกาศเกี่ยวกับข้อวินิจฉัยตามบัญญัติแห่งศาสนา”
ซึ่งมีอำนาจกว้างขวางเพราะครอบคลุมในทุกมิติของความเป็นศาสนิกตั้งแต่เกิดจนตายและครอบคลุมเชื่อมโยงทั้งเรื่องการเมือง
เศรษฐกิจ สังคม ความขัดแย้งและผลประโยชน์ แต่บทบาทหน้าที่อื่นๆ ของจุฬาฯ
ในทางพฤตินัยและหน้าที่เป็นที่คาดหวัง หรือที่สังคมมุสลิม
ระบบราชการและภาคเอกชนเลือกใช้งานจุฬาฯ มีมากกว่าที่กฎหมายกำหนดมากยิ่งนัก
ผู้นำอย่างท่านมักถูกใช้ให้เป็นประธานที่ประชุม
นำการขอพรในงานบุญ เป็นประธานเปิดงานโรงเรียน จนกระทั้งงานที่เกี่ยวข้องกับการเกิด
การตาย แม้กระทั่งงานโกนผมไฟ และอีกทั้งยังมีภารกิจที่มองไม่เห็นและเป็นงานจร
ตั้งแต่รับรองความโปร่งใสความถูกต้องตามหลักการอิสลามของสถาบันการเงิน
และงานที่มักไม่มีใครสนใจ อาทิ
การสำรวจตรวจสอบการจัดซื้ออาหารที่จะต้องเป็นอาหารฮาลาล (ที่อนุมัติตามหลักการศาสนา)
แก่นักโทษมุสลิมทั้งคดีความมั่งคงและคดีทั่วไปในเรือนจำ
การพิจารณาการรับรองระบบการผลิตอาหารของโรงงานอุตสาหกรรมหรือที่ไกลแม้กระทั่งในห้องครัวของฐานขุดเจาะน้ำมันกลางทะเล
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภารกิจที่ตกหนักอยู่บนบ่าของผู้นำแทบทั้งสิ้น
คำถามสำคัญคือเราต้องการผู้นำการบริหารองค์กรภาคศาสนาหรือเราต้องการผู้นำทางจิตวิญญาณ
ต้องการทำหน้าเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์เหมือนจุฬาฯในอดีต
หรือเป็นได้เพียงที่ปรึกษากระทรวง ทบวง กรมต่างๆ
หรือแค่ต้องการเป็นประธานเปิดงานเมาลิด
งานแต่งงานของครอบครัวชนชั้นสูงที่เชิญท่านหรืองานโกนผมไฟลูกบุคคลสำคัญ
หรือผู้นำคนใหม่ควรก้าวทันโลก
รับทราบและเข้าใจปัญหาใหม่ๆ โดยสามารถนำหลักการศาสนามาวิเคราะห์ กลั่นกรองวินิจฉัย
ให้คำตอบแก่สังคม เช่น การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา การละเมิด Software ของนายบิลเกตเจ้าของผู้ผลิต ที่ผู้ใช้ละเมิดลิขสิทธิ์เขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ปัญหาความเป็นธรรมในเรื่องการเข้าถึงสวัสดิการทางสังคม
ทุกเรื่องศาสนาอิสลามต้องมีคำตอบ ผู้นำมุสลิมไทยยังต้องมีหน้าที่ในการชี้ชัด
สร้างความกระจ่างในทางคุณธรรมและชี้นำสังคมให้อยู่ในกรอบกติกา
จุฬาราชมนตรีคนใหม่กับปัญหาชายแดนใต้
จุฬาราชมนตรีคนต่อไปควรต้องมีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้
เพราะเป็นปัญหาทางความคิดและการตีความหลักการศาสนาที่ส่งผลในทางปฏิบัติโดยใช้ความต่างของศาสนามาเป็นข้ออ้าง
มุสลิมบางส่วนเลือกใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับปัญหา
ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาเชิงอุดมการณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามและความเป็นมุสลิมโดยตรง
รวมทั้งเป็นปัญหาที่ถูกตั้งข้อสงสัยทั้งในเรื่องความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่และการกระทำของผู้ก่อการ
และความโปร่งใสและการได้ประสิทธิผลในการละลายงบประมาณของภาครัฐ
แต่การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมากลับมอบให้ฝ่ายทหารและฝ่ายความมั่งคงของรัฐรับไปดำเนินการเป็นตัวหลัก
โดยให้เหตุผลว่าใช้นโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ใช้กองกำลังปิดล้อม ตรวจค้น
กดดันหมู่บ้าน จับแบบเหมารวม
ผู้ต้องสงสัยถูกจับกุมจองจำอยู่ในกระบวนการยุติธรรมโดยขาดผู้นำองค์กรศาสนาที่เอาใจใส่มาดูแลแก้ไขปัญหา
นโยบายเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีแต่จะทำให้ประชาชนเห็นใจผู้ก่อความไม่สงบ
และสร้างความชอบธรรมให้ผู้ก่อการในการใช้ความรุนแรงตอบโต้
เป็นวงจรปัญหาที่ไม่มีที่สิ้นสุด การเสียชีวิตของ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา
เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าเป็นผลมาจากการตอบโต้อันเนื่องมาจากนโยบายการปราบปรามที่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา
การคัดสรรเพื่อให้ได้มาซึ่งจุฬาราชมนตรีในฐานะผู้นำมุสลิมในประเทศไทยจึงไม่ใช่เรื่องเฉพาะ
เรื่องของคนใน“ศาสนาอิสลาม” แต่เพียงอย่างเดียว
แต่เป็นเรื่องของสันติภาพของคนไทยทั้งประเทศ
สุภาษิตอาหรับ
บทหนึ่งกล่าวไว้ว่า“อัตตัดบีรุฮ นิซฟุล มาอี้ซาตี้” ความว่า
“การพิจารณาใคร่ครวญและการคำนึงถึงผลในบั้นปลาย คือ ครึ่งหนึ่งของการดำรงชีวิต”
ฉะนั้นการคัดสรรจุฬาราชมนตรีคนที่ 19 ของคณะกรรมการกลางฯ ทั้ง
“38 คน” (ให้เหลือเพียง 3 คนสุดท้าย) และการลงคะแนนลับพร้อมสิทธิ์ในการเสนอชื่อ
“ผู้ควรได้รับการคัดสรร” โดยคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ทั้ง 700 กว่าคน จึงควรจะเป็น
“การเลือกอย่างใคร่ครวญและการคำนึงถึงผลในบั้นปลาย” ด้วยปัญญา
วิจารณญาณและวิสัยทัศน์ของท่านผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนต่อผู้นำคนดังกล่าว
จะเป็นภารกิจสำคัญในการวาดแผนที่อนาคตของมุสลิมไทยไปแล้วครึ่งหนึ่ง
อีกครึ่งหนึ่งรอผู้ที่ได้รับการคัดสรรนั้นมาร่วมกำหนดชะตากรรมและสร้างสรรค์การทำงานเพื่อสังคมภาพรวมต่อไป
ความคาดหวังของประชาคมมุสลิมไทย
ทุกฝ่ายในสังคมการเมืองมุสลิมย่อมเห็นพ้องว่า
การมีผู้นำที่ดีย่อมนำมาซึ่งกระบวนการบริหารจัดการสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
และยิ่งวิธีการและมาตรการเหล่านั้น
วางอยู่บนหลักการทางศาสนาและห่วงใยต่อเรื่องความรับผิดชอบทางศีลธรรมแล้ว
ย่อมสามารถจุดประกายสร้างความหวังต่อการดำรงอยู่อย่างสันติในสังคมไทย
ที่กำลังเผชิญปัญหาความแตกต่างทางความคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง
การเมืองภาพรวมของประเทศย่อมมีส่วนบดบังความสนใจต่อการมีผู้นำคนใหม่ของประชาคมมุสลิม
เพราะหากบ้านเมืองอยู่ในภาวะปกติคงมีการพิจารณา วิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบและระดมความคิด
ความเห็นผ่านเวทีวิชาการอย่างเข้มข้นมากกว่านี้
เพราะตำแหน่งดังกล่าวมีส่วนสำคัญต่อศักยภาพและประสิทธิภาพของสังคมมุสลิมไทยโดยภาพรวม
การลงคะแนนคัดสรรจุฬาฯในครั้งนี้
แม้จะได้ใครคนหนึ่งมาเป็นผู้นำ หลายๆ คนก็ยังไม่กล้าที่จะคาดหวัง
เพราะสำคัญตรงที่ระบบและโครงสร้างที่เป็นอยู่ยังเป็นงานในลักษณะของอาสาสมัคร
หลายครั้งเป็นเรื่องหน้าตาทางสังคม เรื่องของพรรคพวกกลุ่มเดียวกัน
โดยบริหารองค์กรศาสนาเป็นงานรอง ไม่ใช่ทำโดยอาชีพ เช่นเดียวกับระบบราชการ
ที่มีทั้งงบประมาณ อำนาจทางกฎหมาย และโครงสร้างการบริหารจัดการที่แน่นอนชัดเจน
ตรวจสอบได้(ของชาวพุทธมี “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ”
แต่ของมุสลิมทำไมไม่มีองค์กรในลักษณะดังกล่าวบ้าง)
อีกทั้งภาระงานทางศาสนาไม่ใช่แหล่งที่ทำให้เกิดรายได้
หากแต่มีรายจ่ายทางสังคมให้ต้องเป็น “มือบน” ในหลายๆ สถานการณ์
ความโปร่งใสในการจัดการ ทั้งเรื่องการแต่งตั้งคัดเลือกคณะทำผู้ดำรงตำแหน่งในฝ่ายต่างๆ
และการจัดการเรื่องงบประมาณของสำนักจุฬาฯ ประเด็นต่างๆ
ล้วนแล้วแต่อยู่ในความสนใจของคนในสังคม จึงเป็นธรรมดาที่จะมีทั้งผู้ที่การยอมรับ
คาดหวังต่อการทำงานและการบริหารงานของผู้นำคนใหม่และอีกหลายคนที่สิ้นหวังและไม่คาดหวังเลย
เพราะหลายๆ เรื่องในสังคมมุสลิมไทยไม่ถูกแก้ไข
และได้รับการวางเฉยจากผู้นำเหมือนหลายๆ เหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้
ปัญหายาเสพติดในหมู่ประชาชนมุสลิม ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่เกิดกับแรงงาน สตรีและเยาวชนมุสลิมในพื้นที่ต่างๆ
ผู้นำมุสลิมกับประชาชนชาวไทย
ประชาชนชาวไทยที่ไม่ใช่มุสลิมอย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องนอกสายตาหรือควรอยู่นอกความสนใจและคิดว่าเป็นเรื่องกิจการภายในเฉพาะมุสลิมจึงควรวางตัวและไม่ควรก้าวล่วง
เพราะท่านเองก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่ามุสลิมในประเทศแห่งนี้มีส่วนทั้งที่เป็นกลุ่มชนที่ร่วม
“สร้างสรรค์ประเทศ” ร่วมกับท่าน หรือเป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดที่ร่วม “สร้างปัญหา”
ทั้งเรื่องความมั่งคง การเมืองและการแข่งขันในด้านต่างๆ
การได้มาและการมีผู้นำของพวกเราจึงสำคัญไม่เฉพาะมุสลิมไทยหากแต่สำคัญสำหรับชาวไทยทุกคนไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด
ต้องร่วมจับตามอง..เพราะเราก็เป็นชาวไทยเหมือนกันที่การกระทำของชนกลุ่มเรา
ย่อมส่งผลต่อกันและกันไม่ใช่หรือ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น