แก้คำสั่ง
“สมศักดิ์” รองนายกฯคุมดับไฟใต้เบ็ดเสร็จ?
แม้รัฐบาล
นายกฯ เศรษฐา จะยังไม่มี “รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง”
เพื่อรับผิดชอบปัญหาและยุทธศาสตร์ความมั่นคงในภาพรวม ทั้งๆ
ที่เกิดสงครามระหว่างกลุ่มฮามาสกับอิสราเอล
ซึ่งกระทบคนไทยและแรงงานไทยอย่างหนักก็ตาม
แต่วันนี้ต้องยอมรบว่า
รัฐบาลมี “รองนายกฯ ดับไฟใต้” เรียบร้อยแล้ว ก็คือ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน
รองนายกฯอันดับ 2 จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำ
ทว่าการเป็น
“รองนายกฯดับไฟใต้” ลักลั่นพอสมควร เพราะนายกฯเศรษฐา
แบ่งงานให้รองนายกฯสมศักดิ์ กำกับดูแลศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ
ศอ.บต. แต่กลับมอบอำนาจให้รองนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นรองนายกฯอันดับ 3
จากพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ กบฉ.
พิจารณาการต่ออายุ-ขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวของประเทศที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอยู่ในปัจจุบัน
แต่ความลักลั่นยิ่งกว่านั้นก็คือ
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 18 ก.ย.66 เห็นชอบให้รองนายกฯ สมศักดิ์ฯ
เป็นประธานการประชุม กบฉ. แถมเป็นผู้แทนรัฐบาลในการตอบกระทู้ในสภาผู้แทนราษฎร
เกี่ยวกับทิศทางการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย
สุดท้ายเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ
(ยังไม่ได้ตั้ง มีแต่รักษาการ) จึงทำหนังสือด่วนที่สุดถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
ให้ทำหนังสือถึงนายกฯ เศรษฐา เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่
253/2566 โดยให้เปลี่ยนชื่อประธาน กบฉ. จากรองนายกฯอนุทิน เป็นรองนายกฯ สมศักดิ์
ปรากฏว่านายกฯ
เศรษฐา เห็นชอบเมื่อวันที่ 10 ต.ค.66 ที่ผ่านมา ทำให้รองนายกฯ สมศักดิ์
เป็นประธานการประชุม กบฉ.เมื่อวันที่ 11 ต.ค.66
และเสนอให้ต่ออายุ-ขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ออกไปอีก 3 เดือน “แบบเต็มแม็กซ์”
ปัจจุบันสถานะของรองนายกฯ
สมศักดิ์
คือกำกับดูแลภารกิจดับไฟใต้ รับผิดชอบหน่วยงาน ศอ.บต. และ กบฉ.
แต่ไม่ชัดเจนว่าได้กำกับดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
(กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพใหญ่ในงานดับไฟใต้ของทุกส่วนราชการด้วยหรือไม่
แต่รองนายกฯ
สมศักดิ์ ก็เดินหน้าแต่งตั้ง พล.อ.ประชาพัฒน์ วัจนะรัตน์ หรือ “เจ้ากรมบอย”
อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ เป็น “ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี” ซึ่งทราบกันวงในว่า
มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล ศอ.บต. และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
นาทีนี้จึงยังไม่มีความชัดเจนว่า
งาน กอ.รมน.อยู่ในความดูแลของใคร เพราะโดยโครงสร้างตามกฎหมาย นายกฯ คือ ผอ.รมน.
ส่วน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สามารถแบ่งให้รองนายกฯกำกับดูแลแทนได้หรือไม่
กฎหมายไม่ได้แจ้ง!
ลงพื้นที่ชายแดนใต้
สำรวจพนังกั้นน้ำมูโนะ ช่วงวันที่ 19-20 ต.ค.66 รองนายกฯ สมศักดิ์
เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
เพื่อติดตามงานการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน
เรียกว่าเดินสายทั้งฝั่งไทยและฝั่งมาเลย์ รับภารกิจใหม่ “ดับไฟใต้”
แบบเต็มตัว
จุดแรกไปตรวจการก่อสร้างพนังกั้นน้ำมูโนะ
อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เนื่องจากเกิดปัญหาน้ำท่วมหนักทุกปี
ปีที่แล้วน้ำก็เพิ่งทะลักจนตลาดจม ผ่านมา 7 เดือน ก็มีระเบิดโกดังเก็บพลุซ้ำอีก
โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตลาดมูโนะมี
3 โครงการหลักๆ คือ
1.ปรับปรุงพนังกั้นน้ำแม่น้ำสุไหงโก-ลก
2.ซ่อมแซมประตูระบายน้ำมูโนะ
3.ซ่อมแซมคันคลองฝั่งซ้ายและขวา
เป็นที่น่าสังเกตว่าขณะนี้เดือน
ต.ค.66 ใกล้จะถึงฤดูน้ำหลากอีกรอบแล้ว แต่โครงการก็ยังไม่เสร็จสิ้น
และที่ผ่านมาก็มีรัฐมนตรีไปดูความคืบหน้าบ่อยมาก ก่อนหน้านี้คือ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
รมว.ยุติธรรม
ภูมิใจไทย-พปชร.ร่วมลงพื้นที่
ไร้เงา รทสช.-ประชาชาติ นอกจากนั้นการลงพื้นที่นราธิวาส ยังมี
สส.นราธิวาสของพรรคภูมิใจไทยคือ นายซาการียา สะอิ และ
สส.นราธิวาสของพรรคพลังประชารัฐ คือ นายสัมพันธ์ กับ นายอามิทร์ มะยูโซ๊ะ
สองพี่น้อง ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ไม่มี สส.อีก 2 คนจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน คือ
นายวัชระ ยาวอหะซัน จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ
จากพรรคประชาชาติ ร่วมลงพื้นที่ด้วยแต่อย่างใด (สส.นราธิวาส มีทั้งหมด 5 คน
มาจากพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด)
“การเดินทางมาในวันนี้
ผมลงมาพร้อมกับ สส.ของพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐ ที่ถือว่าเป็นคนหนุ่ม
มุ่งมั่นในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
โดยการพัฒนาพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้นั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญ
แม้ตัวผมเองจะไม่ได้เป็นคนใต้ แต่ก็ยินดีและเต็มใจที่จะทำให้
และถือเป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาล” รองนายกฯ สมศักดิ์ กล่าว
บุกด่านบูเก๊ะตา
ขับเคลื่อนมา 25 ปียังไม่สำเร็จ จากนั้น รองนายกฯ สมศักดิ์
เดินทางต่อไปติดตามการพัฒนาด่านศุลกากรบูเก๊ะตา
ให้เป็นด่านปศุสัตว์และด่านสินค้าเกษตร อ.แว้ง จ.นราธิวาส
ซึ่งปัจจุบันในส่วนของอาคารด่านศุลกากรนั้นก่อสร้างเสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดให้บริการได้
เนื่องจากยังติดปัญหาเรื่องของถนนที่อาจส่งผลกระทบกับบ้านเรือนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามด่านบูเก๊ะตา
เป็นที่น่าสังเกตว่า
ด่านบูเก๊ะตา และสะพานข้ามแดนบูเก๊ะตา (สะพานมิตรภาพไทย-มาเลเซีย)
สร้างเสร็จและเปิดมาหลายปี โดยเฉพาะฝั่งมาเลเซียสร้างมารอนานแล้ว
แต่ติดปัญหาที่ฝั่งไทย จึงดำเนินการขนส่งสินค้าเข้า-ออกได้เพียงบางส่วนเท่านั้น
รองนายกฯ
สมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องมาดูว่าการสร้างถนนเส้นอื่นทดแทน
จะคุ้มค่ามากกว่าการเวนคืนที่ดินของประชาชนหรือไม่
และมูลค่าด่านจะมีรายได้เท่าไหร่
หรือมีความจำเป็นต้องสร้างทางยกระดับจากด่านพรมแดนไปยังหน้าอาคารด่านศุลกากรบูเก๊ะตา
ระยะทาง 800 เมตร “อยากให้ทุกคนรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเป็นหลัก
แล้วพูดคุยให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด เพราะหากด่านนี้เปิดใช้ได้แล้ว
มีมูลค่าทางธุรกิจ ก็จะเป็นสิ่งที่ดี โดยด่านนี้ถูกขับเคลื่อนมาแล้ว 25-26 ปี
แต่ยังไม่สำเร็จ ผมก็จะนำปัญหาเสนอรัฐบาลต่อไป”
ถกฝ่ายการเมือง-ขรก.-นักธุรกิจกลันตัน
ช่วงค่ำวันเดียวกัน ที่โรงแรมแกรนด์รีไนด์โฮเทล รัฐกลันตัน รองนายกฯ สมศักดิ์
ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.)
เดินทางไปประชุมหารือร่วมกับ Datuk Seri Dr.Wee Ka Siong ประธานสมาคมชาวมาเลเซียเชื้อสายจีน
(Malaysian Chinese Association) ถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคม
ระหว่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย กับรัฐชายแดนของประเทศมาเลเซีย
สำหรับ
ดาโต๊ะ สรี วี กาเชียง (Datuk
Seri Wee Ka Siong) ประธานสมาคมจีนประเทศมาเลเซีย
ปัจจุบันยังดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศมาเลเซีย
และยังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันโครงการก่อสร้างแลนด์บริดจ์ระบบราง
เชื่อมสองฝั่งทะเลของมาเลเซียที่ชื่อว่า โครงการ “อีสต์โคสต์ เรลลิงค์” (East
Coast Rail Link : ECRL) จะเริ่มวิ่งจากท่าเรือแคลง (Port Klang)
ซึ่งเป็นศูนย์กลางการขนส่งขนาดใหญ่ที่สุดของมาเลเซีย
ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ ข้ามคาบสมุทรมายังรัฐกลันตัน
ทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ.2026
หรืออีกราว 5 ปีข้างหน้า
หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงระบบรางของประเทศเข้ากับโครงการนี้ได้
ก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
โอกาสนี้
ทั้งสองคนยังได้หารือในประเด็นความร่วมมือโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาร่วมกัน
โดยเฉพาะการเร่งรัดผลักดันการก่อสร้างโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก แห่งที่
2 อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส
และข้อเสนอให้ประเทศมาเลเซียเร่งรัดการพิจารณาก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโก-ลก
อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อให้เกิดโอกาสการเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมขนส่งของทั้ง 2
ประเทศ ผบ.ตำรวจกลันตันฝากไทยสกัดแรงงานเถื่อน
ต่อมา
ช่วงเช้าของวันที่ 20 ต.ค.66 รองนายกฯ สมศักดิ์ ยังได้พบกับ พล.ต.ท.มูฮัมหมัดซากี บินฮัจญีฮาหรน
ผู้บัญชาการตำรวจรัฐกลันตันของมาเลเซีย ดาโต๊ะ คีมี ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี
ที่ดูแลงานด้านก่อสร้างและคมนาคม พร้อมเครือข่ายนักธุรกิจรัฐโกตาบารู รวมถึง ดาโต๊ะ
กว๊วก หนวง เพง
เจ้าของบริษัทพัฒนาพื้นที่และอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่แห่งเมืองโกตาบารู
เจ้าของห้าง Aeon
บรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดี
มีการเน้นย้ำถึงความร่วมมือในการพัฒนาควบคู่กันทั้งสองฝ่าย
โดยทางฝ่ายมาเลเซียมองไทยดีขึ้น จากปัญหาชายแดนใต้ที่ได้รับข่าวสารทำนองว่า
ประเทศไทยทำร้ายพี่น้องมุสลิม แต่ปัจจุบันมีความมากขึ้นกว่าเดิม
และยังฝากให้ไทยช่วยแก้ปัญหาแรงงานเถื่อนที่ลักลอบผ่านด่านฝั่งไทยเข้าไปในมาเลเซีย
รองนายกฯ
สมศักดิ์ กล่าวว่า ถือเป็นการฟื้นฟูความสัมพันธ์ในพื้นที่ครั้งประวัติศาสตร์
เป็นโฉมใหม่ของการแก้ปัญหาภาคใต้ เพราะนี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 10
ปีที่ผู้ใหญ่ระดับสูงของไทยได้มาเยือนรัฐกลันตัน
และพูดคุยการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ยกระดับด่านตากใบ-พัฒนาระบบคมนาคมเชื่อมมาเลย์ วันเดียวกัน
นายสมศักดิ์ เดินทางไปที่ด่านศุลกากรตากใบ จ.นราธิวาส
เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตาม ตามมติ กพต.
เพื่อเดินหน้าพัฒนาและยกระดับด่านศุลกากรในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
- ด่านสุไหงโก-ลก
ซึ่งจะมีการสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 จากที่เดิมมีด่านศุลกากรและสะพานอยู่แล้ว 1
แห่ง
- ด่านบูเก๊ะตา
โครงสร้างพื้นฐานเสร็จหมดแล้วแต่เปิดบางส่วนไม่ได้
- ด่านตากใบ
เตรียมสร้างสะพานมิตรภาพอีกแห่งหนึ่ง โดยอาจก่อสร้าง 2 สะพาน แล้วมีถนนเชื่อมต่อ
ชิมปูทะเลยะหริ่ง
ขยายพื้นที่นากุ้งร้างสร้างอาชีพใหม่ ช่วงบ่ายวันเดียวกัน รองนายกฯ สมศักดิ์
ไปติดตามความคืบหน้าการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจปูทะเล ในพื้นที่ ต.บางปู
อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นโครงการขยายผลความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปูดำ
หรือปูทะเล ให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจใหม่ในพื้นที่ โดยคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี)
รองนายกฯ
สมศักดิ์ ได้สำรวจและพูดคุยกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปู พร้อมชิมไข่และเนื้อปูทะเล
ก่อนชมเปาะ "อร่อยที่สุด จนภัตตาคารสู้ไม่ได้" และยังชิมยำสาหร่ายผมนาง
หรือ “แซแฆ” ในภาษามลายู ที่ชาวบ้านนำมาให้ลองอีกด้วย
รองนายกฯ
สมศักดิ์ กล่าวว่า เกษตรกรในพื้นที่ตำบลบางปู เลี้ยงปูในบ่อนากุ้งร้างมานาน 4-5
ปีแล้ว โดยเริ่มแรกได้รับการสนับสนุนจาก ศอ.บต. และ ม.อ. บ่อหนึ่งมีความกว้าง 5-6
ไร่ มีปูประมาณ 3,000-4,000 ตัว น้ำหนัก 2 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม เป็นปูไข่
ได้ลองชิมดูแล้วอร่อยมาก จะส่งเสริมอาชีพนี้ให้ยั่งยืน
สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรได้จริงต่อไป
ด้าน นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ขณะนี้ทางจังหวัดได้พูดคุยกับเอกชนบ้างแล้ว ส่วนใหญ่เป็นเอกชนในตำบลบางปู บานา และตันหยงลูโละ จะนำพื้นที่กว่า 1,000 ไร่จากบ่อนากุ้งร้างทั้งหมดกว่า 10,000 ไร่ โดยเจรจาขอทดลองนำร่องเลี้ยงก่อน เป็นเวลา 1 ปี
คาดว่าในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่จังหวัดปัตตานีและพื้นที่ใกล้เคียงไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท จากอุตสาหกรรมปูทะเลในพื้นที่





.jpg)
.jpg)


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น