กว่า
19 ปีแล้ว สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอีก 4
อำเภอของจังหวัดสงขลา ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง และกลับทวีความรุนแรงขึ้นเป็นช่วงๆ
ประชาชนจึงตกอยู่ในความหวาดผวาที่ต้องคอยระแวดระวังตัวทุกเสี้ยววินาทีที่ออกจากบ้าน
แม้หน่วยงานด้านความมั่นคง
จะระบุว่าสถานการณ์ในปัจจุบันดีขึ้น แต่ในความเป็นจริง หลายๆ ฝ่ายยังมองว่า
แม้จำนวนครั้งที่ก่อเหตุจะลดลง
แต่วิธีการและความรุนแรงที่เกิดขึ้นกลับหนักขึ้นกว่าเดิม จึงต้อง
มาสะท้อนภาพความจริงกันอีกครั้ง
นอกจากจะทำให้ประชาชนอยู่กันอย่างหวาดผวาแล้ว
การประกอบอาชีพก็ทำกันอย่างยากลำบาก เศรษฐกิจในพื้นที่จึงตกต่ำสุดขีด
ไร้นักท่องเที่ยว นักลงทุน เพราะขาดความเชื่อมั่นในความปลอดภัย
การช่วยเหลือของรัฐบาลในส่วนของ
ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้ง
โดยเฉพาะเรื่องเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ที่พูดกันมาตั้งแต่ปี 2549
ก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
ศอ.บต.ได้กำหนดแผนพัฒนาและแนวทางการแก้ไข
ปัญหาในทุกๆด้าน โดยเฉพาะความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนที่ยังคงเป็นไปในรูปแบบเดิม
หรือ โครงสร้างเดิมที่ทำกันมา
ด้วยการประชุมคณะกรรม-การยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้(กพต.) เร่งผลักดันการดำเนินงานของนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล
ข้อ 1.5 คือ การสร้างความสงบสุขและความปลอดภัยคืนสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ให้มีความเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น
ยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนที่มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย
และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน
การดำเนินงานจะสร้างความเป็นธรรม
ลดความหวาดระแวง ความไม่มั่นใจในความ ปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ อย่างปกติสุข ประกอบอาชีพสร้างรายได้อย่างมั่นคง
ด้าน
จ.ยะลา
หยิบยกเรื่อง เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ ที่ภาคเอกชนเคยเสนอไว้กับรัฐบาลชุดก่อน
มุ่งหวังที่จะช่วยเหลือเป็นขวัญกำลังใจให้กับภาคธุรกิจที่มีสถานประกอบการในพื้นที่ที่ยังคงไม่เป็นรูปธรรม
จุดนี้เองคนในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พากันมองกันว่า
คงเป็นเพราะพื้นที่แห่งนี้ถูกรัฐบาลทอดทิ้งมานาน
จนก่อให้เกิดการสร้างเงื่อนไขต่อรอง กับรัฐบาล เมื่อไม่ได้รับการเหลียวแล
กลุ่มก่อความ ไม่สงบจึงอ้างถึงความไม่เท่าเทียมกันและไม่มีความเป็นธรรมในสังคม ก่อความไม่สงบขึ้น
ส่งผลให้ประชาชนที่พอมีอันจะกินเกิดความหวาดกลัว
ย้ายถิ่นฐานไปหาซื้อบ้านทิ้งไว้ในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงกันมากขึ้น เช่น
อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกส่วนหนึ่ง แม้ยังทนอยู่เพื่อรอดูสถานการณ์ว่าจะไปในทิศทางใด
หากไม่ดีขึ้นก็พร้อมที่จะย้ายออกไปทันที นโยบายการพัฒนาท้องถิ่นจึงต้องสร้างความเชื่อมั่นเรื่องของความปลอดภัยก่อน
ด้าน
จ.นราธิวาส
ตั้งแต่ปี 47 เป็นต้นมา ต้องยอมรับว่า จำนวนครั้งของการก่อเหตุเกิดขึ้นมากที่สุด
ไม่ว่ากรณีโรงเรียนถูกเผายับเยินไปกว่า 20 แห่ง การบุก ปล้นปืนภายในค่ายทหาร
ผนวกกับกรณีตากใบ เจ้าหน้าที่สลายการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 107 ศพ
เมื่อวันที่ 25 ต.ค.47 และอีกหลายๆครั้งของความรุนแรงที่เกิดขึ้น
นายซาฟีอี
เจ๊ะเลาะ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.นราธิวาส สะท้อนปัญหาว่า
จุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งมาจากความอยุติธรรม ที่สั่งสมมาในอดีต
จนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใช้เป็นแนวทางในการปลุกระดม
การใช้หลักศาสนาเป็นเครื่องมือชี้นำกลุ่มเยาวชนไปในทางที่ผิด ปัญหายาเสพติด
ปัญหาน้ำมันเถื่อน ปัญหาอิทธิพล ที่ถูกนำมาผสมผสานจนเหตุการณ์บานปลายอย่างที่เห็น
เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่
อ.ระแงะ ตอกย้ำว่า หลังๆ การก่อเหตุของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ
ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของกลุ่มปฏิบัติการแนวร่วมชุดใหม่ ที่ต้องการสร้างผลงานให้ปรากฏ
แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารลงพื้นที่เคาะประตูบ้านทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่หวาดกลัว
เพื่อสร้างมวลชนสัมพันธ์ และช่วยให้ชาวบ้านมีอาชีพทำกินจนสำเร็จ
ส่งผลให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบทำงานได้ลำบาก
ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการก่อเหตุให้สะเทือนขวัญ มากยิ่งขึ้นในทุกวิถีทาง
เพื่อทำให้ชาวบ้านหวาดกลัว ไม่ร่วมมือกับภาครัฐ
นางวรลักษณ์
น้อยสุข ครู ร.ร.บ้านซรายอ อ.สุไหงโก-ลก ชี้ว่า จนท.ฝ่ายความมั่นคงต้องไม่ประมาท
เพราะครูมักตก เป็นเป้าโจมตีของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ จึงต้องระมัด
ระวังปฏิบัติตามกฎกติกาที่วางไว้ ไม่ให้มีช่องโหว่ให้คนร้ายฉวยโอกาสก่อเหตุได้
แต่แม้จะหวาดกลัวเพียงใด ก็จะเป็นแม่พิมพ์สั่งสอนลูกศิษย์ไม่ทอดทิ้งจนกว่าชีวิตจะหาไม่
ดังนั้น
วิถีชีวิตของชาวบ้านแม้จะดูดำเนินไปอย่างเป็นปกติ แต่ลึกๆ ลงไปก็ยังคงมีความหวาดกลัว
ระมัดระวังตัวมากขึ้น อย่างเช่น นางสีตีเสาะ แมะนา ชาวสวนยาง อ.จะแนะ
ต้องปรับเปลี่ยนเวลาออกไปกรีด ยางพาราช้ากว่าปกติ ราวๆ ตี 4 แถมยังต้องดูแลชีวิตตัวเอง
จะหวังพึ่งพาเจ้าหน้าที่ทหารอย่างเดียวคงไม่ได้
นายกุ้ง
น้อยสุข ชาวสวนยาง อ.แว้ง เล่าว่า ก่อนเข้าสวนยาง
ต้องดูแล้วดูอีกให้แน่ชัดว่า ไม่มีระเบิดแบบเหยียบที่กลุ่มคนร้ายฝังไว้ เพราะหลายๆ
รายพลาดท่าเหยียบระเบิดขาขาดไปแล้ว ในชุมชนเอง ก็ต้องรวมกลุ่มตั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน(ชรบ.)
ผลัดเวรยามกันดูแลว่ามีใครเข้าออก เป็นหู เป็นตาช่วยเจ้าหน้าที่อีกแรง
สำหรับ
จ.ปัตตานี
แม้ความถี่ของเหตุการณ์จะเกิดขึ้นน้อยกว่าพื้นที่อื่น แต่ นายบุญสม ทองศรี-พราย
ประธานสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้ว่า ช่วงปี 47 ถึงปัจจุบัน
เหตุการณ์ความไม่สงบก็ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษารู้สึกตกอยู่ท่ามกลางความไม่ปลอดภัย
โดยเฉพาะการต้องสูญเสียชีวิตเพื่อนครูไปถึง 148 คน
แต่ก็ต้องยึดมั่นอุดมการณ์ทำหน้าที่ไม่หนีไปจากถิ่นเกิด
วาดหวังทำให้เด็กในพื้นที่เสี่ยงภัยได้รับโอกาสทางการศึกษา
ช่วยให้คุณภาพการศึกษาขยับจากลำดับท้ายสุดของประเทศขึ้นมาในลำดับที่ดีกว่า
อีกทั้งเห็นว่าการนำการศึกษาเข้ามาใช้แก้ปัญหาน่าจะถูกจุด
ของขวัญปีใหม่ที่ครูอยากได้คือ ความปลอดภัยและการไม่สูญเสียเพื่อนครูอีก
โต๊ะอิหม่ามมัสยิดกลาง
ประจำ จ.ปัตตานี เผยว่า คนใน 3 จังหวัดชายแดน
ภาคใต้ดำเนินชีวิตตามหลักศาสนาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย ทั้งพุทธ อิสลาม และจีน มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า
ศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้ทำเช่นนั้น สอนแต่ให้เป็นคนดี สร้างกุศลผลบุญให้มากที่สุด
เหตุที่เกิดขึ้น จึงสวนทางกับหลักคำสอนศาสนา
ย้อนไปดูสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) ที่มี
พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ เป็นผู้บัญชาการ สรุปไว้ ในปี 2550
มีการก่อเหตุขึ้นมากที่สุด 2,475 ครั้ง ส่วนปีอื่นๆ เกิดขึ้นรายวัน วันละประมาณ
3-4 ครั้ง ทั้งเหตุยิงกัน วางระเบิด วางเพลิง และก่อกวนในรูปแบบต่างๆ
ภาพรวมนี้ชี้ชัดว่า ความไม่สงบในพื้นที่
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคุกรุ่น แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ศอ.บต.
ส่วนราชการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ จะร่วมกันบูรณาการการทำงานแล้วก็ตาม แต่ที่ยังไม่สะเด็ดน้ำเหตุการณ์ไม่สงบ
ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากงานข่าวของทางราชการ ซึ่งระยะหลังๆ ต้องยอมรับว่าไม่มีประสิทธิภาพ
ปล่อยให้มีการก่อเหตุ
สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินต่อเนื่อง
รัฐบาลต้องหันกลับมาพัฒนางานข่าวครั้งใหญ่ ทั้งในส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ
ฝ่ายทหาร ตำรวจสันติบาล ไม่เว้นแม้ฝ่ายปกครองที่อยู่ใกล้ชิดพื้นที่
ไม่เช่นนั้น แม้จะทุ่มงบประมาณลงไปเพียงใด หรือเพิ่มกำลังทหารลงพื้นที่มากขึ้นเท่าใด หาก “เราไม่รู้เขา แต่เขารู้เรา” การก่อเหตุความรุนแรงทำให้ ประชาชนหวาดผวาคงสงบลงได้ยาก.

.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น