วันอังคารที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2566

รู้จัก Self Determination ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

รู้จัก Self Determination ไม่ใช่ครั้งแรก แต่ก็ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย!

เป็นความจริงที่ว่า ประเด็น สิทธิในการกำหนดใจตนเองหรือ Self Determination หรือเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ประชามติแยกดินแดนไม่ได้เพิ่งถูกพูดถึงครั้งแรกในเวทีเปิดตัว ขบวนนักศึกษาแห่งชาติหรือ Pelajar Kebangsaan Patani หรือ Pelajar Bangsa ที่คณะรัฐศาสตร์ ม.อ.ปัตตานี เมื่อวันพุธที่ 7 มิ.ย.66 ที่ผ่านมา

แต่ประเด็นนี้เคยมีความพยายามสื่อสารผ่านสาธารณะมาแล้วหลายครั้ง และองค์กรที่อ้างว่าเป็นตัวแทนนักเรียน นิสิต นักศึกษาชายแดนใต้ (ใช้คำว่า ปาตานี) อย่าง PERMAS หรือ สหพันธ์นักเรียน นิสิต นักศึกษา และเยาวชนปาตานี ก็เคยรณรงค์เรื่องนี้ ถึงขั้นไปเปิดเวทีในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ หลายพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 เคยมีการสัมภาษณ์ อาเต็ฟ โซ๊ะโก อดีตเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ในฐานะที่ปรึกษา PERMAS ก็มีการอ้างถึงการทำกิจกรรมเปิดเวทีในพื้นที่ ครั้งนั้นในคำว่า สาตูปาตานีหรือ ปาตานีเป็นหนึ่งเนื้อหาเป็นการให้ความรู้ทางอ้อมเกี่ยวกับสิทธิในการกำหนดใจตนเอง หรือกำหนดชะตากรรมของตนเอง

ต่อมาในปี 2559 มีเหตุการณ์เขย่าฝ่ายความมั่นคงชายแดนใต้ เมื่อมีการแชร์ภาพเสื้อยืดที่สกรีนคำว่า "TANAH PERKASA MELAYU UTARA" ซึ่งแปลว่า ดินแดนอาณาจักรมลายูตอนเหนืออันยิ่งใหญ่" พร้อมๆ กับการการแชร์ภาพการแขวนป้ายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า SELF DETERMINATION ในช่วงเฉลิมฉลองเทศกาลฮารีรายอ แต่กลับไม่ได้เขียนคำว่า SELAMAT HARI RAYA เหมือนป้ายทั่วไป

เมื่อฝ่ายทหารตามไปปลดป้าย ก็มีการแชร์ภาพชุดใหม่ เป็นชายวัยรุ่นแต่งกายเหมือนคนมุสลิมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แสดงท่าทางถูกมัดมือ และปิดปาก เหมือนกำลังถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ โดยแบ็คกราวด์ของภาพแขวนป้ายที่เขียนคำว่า Self Determination

ผ่านมาอีก 7 ปี คือปี 2566 ประเด็น Self Determination หวนกลับมาอีกครั้ง คราวนี้เปิดตัวกัน โจ๋งครึ่มมีการเสวนา และพูดกันแบบชัดเจนเลยว่าเป็นกระบวนการ ทำประชามติเพื่อเอกราชหรือ ประชามติแยกดินแดน

แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็น ประเด็นอ่อนไหวอย่างยิ่งและฝ่ายความมั่นคงเองก็แสดงความกังวลมาตั้งแต่ก่อนมีความเคลื่อนไหวเชิงกายภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทำความรู้จัก Self Determination

สำหรับ สิทธิในการกำหนดใจตำเองหรือ สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองมีอธิบายไว้ในจุลสารความมั่นคงศึกษา ฉบับที่ 59 เรื่อง "หลักการกำหนดใจตนเอง" หรือ The Principle of Self-Determination ซึ่งเขียนโดย ณัฐกฤษตา เมฆา และมี ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นบรรณาธิการ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือน มิ.ย.2552

เนื้อหาในจุลสาร ได้อรรถาธิบายเรื่องนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ สรุปได้ว่า สิทธิในการกำหนดใจตนเอง (The Rights of Self-Determination) เป็นแนวคิดที่มีมาก่อนการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ แต่ปรากฏชัดเจนเป็นรูปธรรมเมื่อมีการนำสิทธิในการกำหนดใจตนเองไปกล่าวไว้ใน กฎบัตรสหประชาชาติ ทำให้สิทธิในการกำหนดใจตนเองมีผลบังคับใช้แก่รัฐต่างๆ ที่เป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ไปด้วย

แต่เนื่องจากในตัวกฎบัตรไม่ได้ระบุถึงเนื้อหาสาระของสิทธิในการกำหนดใจตนเองเอาไว้มากนัก ทำให้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติต้องมีมติต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิในการกำหนดใจตนเองออกมา เพื่อเป็นการอธิบายและแสดงให้เห็นถึงสาระสำคัญของสิทธิในการกำหนดใจตนเอง

รายละเอียดและเนื้อหาสาระของสิทธิในการกำหนดใจตนเอง ปรากฏเป็นครั้งแรกในมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 1514 (XV) ลงวันที่ 14 ธันวาคม 1960 เรื่อง "การให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคม" (Declaration on the Granting of Independence to Colonial Countries and Peoples) โดยมีข้อความที่กำหนดไว้ใน มาตรา 1.1 ของมติที่ 1514 กล่าวว่า "กลุ่มชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดใจตนเอง โดยสิทธิดังกล่าวพวกเขามีเสรีภาพในการตัดสินใจในสถานะทางการเมือง และดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างเสรี"

ผลของมติที่ 1514 นี้ ทำให้การดำเนินการปลดปล่อยอาณานิคมประสบความสำเร็จ อาณานิคมทั้งหมดต่างได้รับอิสรภาพและได้รับเอกราช จนทำให้หลักการในเรื่องนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป แต่ต่อมาสิทธิในการกำหนดใจตนเองได้ถูกนำไปใช้ในกรณีอื่นๆ ที่ไม่ใช่การให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคมด้วย เช่น การกล่าวอ้างสิทธิของชนกลุ่มน้อยต่างๆ (Minority groups) ที่ต้องการแยกตัวเองออกเป็นรัฐอิสระ นอกจากนั้นสิทธิในการกำหนดใจตนเองยังถูกใช้ในกรณีสิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิของชนพื้นเมืองดั้งเดิมด้วย

นักล่าอาณานิคมสยาม โยง สนธิสัญญา แองโกล-สยาม

ทีมนักข่าวภาคใต้ ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพและสันติสุข ในรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา (นับตั้งแต่ปี 2556) ซึ่งบางช่วงมีการพูดคุยกับ ขบวนการบีอาร์เอ็นซึ่งเป็นขบวนการที่อ้างอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ปรากฏว่า บีอาร์เอ็นเรียกประเทศไทยว่า นักล่าอาณานิคมสยามทั้งในคำแถลงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และเอกสารข้อเรียกร้องที่ส่งถึงคณะพูดคุยฯของรัฐบาลไทย

ผู้รู้หลายคนเชื่อว่า ขบวนการบีอาร์เอ็นพยายามสร้างภาพว่า ประเทศไทย หรือ รัฐไทย คือเจ้าอาณานิคมดินแดนปาตานี หรือพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งมีปัญหาความมั่นคงอยู่ในปัจจุบัน โดยอ้างอิงเชื่อมโยงกับ สนธิสัญญากรุงเทพฯ หรือ สนธิสัญญาแองโกล-สยาม พ.ศ.2452 หรือ Anglo -Siamese Treaty of 1909 ที่ลงนามกันเมื่อปี พ.ศ.2452 หรือ ค.ศ.1909 เป็นข้อตกลงปักปันเขตแดนระหว่างอังกฤษกับสยาม (ในยุคล่าอาณานิคม) โดยเป็นการลงนามกันระหว่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสยาม (ในขณะนั้น) กับผู้สำเร็จราชการในมลายูของอังกฤษ

ผลของสนธิสัญญา ทำให้ดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งปัตตานี และสตูล อยู่ในเขตสยาม ส่วน เมืองมลายู เคดะห์ กลันตัน เปอร์ลิส ตรังกานู เกาะลังกาวี และบางส่วนของรามัน-ระแงะ ให้สยามมอบคืนแก่รัฐบาลอังกฤษ

การกล่าวอ้างว่าสยาม หรือรัฐไทย เป็นเจ้าอาณานิคม หรือ นักล่าอาณานิคมผู้รู้เชื่อว่าขบวนการบีอาร์เอ็นต้องการให้สอดคล้องกับมติของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่ 1514 เรื่อง การให้เอกราชแก่ดินแดนอาณานิคมโดยเชื่อมโยงอ้างอิงกับ สนธิสัญญา แองโกล-สยามเมื่อปี พ.ศ.2452 เพื่อเรียกร้องให้มีการทำ ประชามติแยกดินแดนนั่นเอง

พ่นสี PATANI 110 สร้างสถานการณ์สู่ ประชามติเอกราช”?

ประเด็นสนธิสัญญา แองโกล-สยาม เคยมีการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มาแล้ว แต่ฝ่ายความมั่นคงไทยกลับพูดถึงหรืออธิบายเรื่องนี้น้อยมาก

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 หรือ ค.ศ.2019 (เมื่อ 4 ปีก่อน) จู่ๆ ก็มีการพ่นสีข้อความบนถนน และราวสะพานหลายแห่งในหลายพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น อ.ธารโต จ.ยะลา เป็นคำว่า PATANI 110 ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน

เมื่อภาพการ "ก่อกวน" ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีเสียงถามไถ่ว่า PATANI 110 คืออะไร มีความหมายอย่างไร และทำไมต้อง PATANI 110 ด้วย

เมื่อไถ่ถาม "ผู้รู้ในพื้นที่" ได้ข้อมูลว่า PATANI 110 เป็นความจงใจของผู้กระทำที่ต้องการสื่อความหมายถึงวาระครบรอบ 110 ปีของการลงนามใน "สนธิสัญญาแองโกล-สยาม" ระหว่างสยาม (ไทย) กับอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ.1909 หรือ พ.ศ.2452 นั่นเอง

นี่คือความพยายามสร้างสตอรี่เชื่อมโยง ตั้งแต่การเรียกขานประเทศไทยว่า นักล่าอาณานิคมสยามในแถลงการณ์ที่เป็นทางการทุกครั้ง, การอ้างอิงถึงมติสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ว่าด้วยสิทธิในการกำหนดใจตนเอง และการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ พ่นสี PATANI 110 ในวาระครบ 110 ปี สนธิสัญญาแองโกล-สยาม

ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และมียุทธศาสตร์ คำถามคือฝ่ายความมั่นคงจะว่าอย่างไร และรัฐบาลชุดใหม่จะมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร?

เพราะงานนี้ไม่จบแค่นี้แน่!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น