เมื่อนักท่องเที่ยวกลายเป็นเหยื่อความรุนแรง
ระเบิดไม่ได้ทำร้ายแค่คนตรงหน้า
แต่ทำร้ายอนาคตของชายแดนใต้ จากเหตุการณ์เมื่อเวลาประมาณ 11.41 น. วันที่ 29
มิถุนายน 2569 เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณท่อลอดใกล้แยกสะปอม บ้านไพรวัน
ตำบลไพรวัน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย
เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย คือ Mr. Abdullah Syarapi Bin Abd Rahman อายุ 45 ปี มีบาดแผลฉีกขาดบริเวณหน้าผาก ศีรษะ และมือซ้าย ต้นขาซ้ายผิดรูป
แต่ยังรู้สึกตัวดี และ Mr. Muhammad Yusri Bin Udin อายุ 38
ปี มีบาดแผลบริเวณแขนขวาและนิ้วมือซ้าย รู้สึกตัวดี
ทั้งสองขับรถผ่านบริเวณจุดเกิดเหตุในช่วงเวลาที่เกิดการระเบิด
ก่อนถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษา
เหตุการณ์นี้ทำให้ต้องตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า
ความรุนแรงในชายแดนใต้กำลังมุ่งไปทางไหน
เพราะเหยื่อในครั้งนี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่คู่ขัดแย้งทางการเมือง
ไม่ใช่คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใด ๆ
แต่เป็นนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เดินทางผ่านพื้นที่สาธารณะตามปกติ
นั่นหมายความว่า ระเบิดไม่ได้เลือกหน้า และคนที่ได้รับผลกระทบอาจเป็นใครก็ได้
นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุด
เพราะความรุนแรงลักษณะนี้ไม่ได้ทำร้ายเฉพาะผู้ที่อยู่ตรงจุดเกิดเหตุเท่านั้น
แต่ยังส่งสัญญาณไปถึงคนทั้งพื้นที่ว่า “ถนนไม่ปลอดภัย” “การเดินทางไม่ปลอดภัย”
และ “แม้แต่นักท่องเที่ยวก็อาจกลายเป็นเหยื่อได้”
ผลที่ตามมาคือความหวาดกลัว ความไม่มั่นใจ
และภาพลักษณ์ของพื้นที่ชายแดนใต้ที่ถูกฉุดให้ดูอันตรายมากขึ้นในสายตาทั้งคนไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
ในมุมวิเคราะห์
นี่ไม่ใช่แค่การก่อเหตุเพื่อสร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่เป็นการโจมตี “ความเชื่อมั่น”
โดยตรง เพราะเมื่อชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดในฝั่งไทย
ผลกระทบย่อมไม่หยุดอยู่แค่ข่าวในพื้นที่ แต่กระทบไปถึงการท่องเที่ยว การค้าชายแดน
การเดินทางข้ามแดน และความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนทั้งสองฝั่ง
ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดปั๊มน้ำมันในพื้นที่
อำเภอสายบุรี และอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ซึ่ง พาตีเมาะ สะดียามู
ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้กล่าวประณามไว้อย่างชัดเจนว่า
“มันน่าจะเพียงพอได้แล้ว คุณทำร้ายคนทั้งจังหวัด”
คำพูดนี้สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์ได้อย่างตรงที่สุด
เพราะทุกครั้งที่ผู้ก่อเหตุเลือกโจมตีพื้นที่เศรษฐกิจหรือพื้นที่สาธารณะ
คนที่เดือดร้อนไม่ใช่แค่เจ้าของกิจการหรือหน่วยงานรัฐ แต่คือประชาชนทั้งจังหวัด
สถานีบริการน้ำมันไม่ใช่แค่ธุรกิจของเอกชน
แต่เป็นจุดพักรถ จุดเติมพลังงาน จุดขนส่งสินค้า จุดค้าขาย
และเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของประชาชน เมื่อสถานที่แบบนี้ถูกโจมตี
ผลกระทบจึงตกถึงพนักงาน คนเดินทาง เกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อย นักท่องเที่ยว
และคนในชุมชนที่ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้
ถ้าใช้หลักอาชญาวิทยาแบบเข้าใจง่าย
การก่อเหตุแบบนี้คือการใช้ “ความกลัว” เพื่อควบคุมพื้นที่
ผู้ก่อเหตุไม่จำเป็นต้องยึดตลาด ไม่จำเป็นต้องปิดถนนทั้งจังหวัด
แต่เพียงทำให้คนรู้สึกว่าการเดินทาง การค้าขาย การลงทุน
และการใช้ชีวิตประจำวันมีความเสี่ยง เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว
ประชาชนหวาดระแวง และพื้นที่ถูกดึงให้ถอยหลัง
ดังนั้น
ไม่ว่าจะเป็นเหตุระเบิดที่ตากใบซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียได้รับบาดเจ็บ
หรือเหตุระเบิดปั๊มน้ำมันในปัตตานี สิ่งที่เห็นร่วมกันคือ
ผู้ก่อเหตุไม่ได้ทำร้ายแค่คนตรงหน้า แต่กำลังทำร้ายโอกาสของพื้นที่ทั้งระบบ
ทำร้ายความเชื่อมั่น ทำร้ายปากท้อง และทำร้ายอนาคตของประชาชนชายแดนใต้เอง
สิ่งสำคัญคือต้องแยกให้ออกว่า
ประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ใช่ผู้ก่อความรุนแรง คนส่วนใหญ่ต้องการความสงบ
ต้องการค้าขาย ต้องการเดินทาง ต้องการส่งลูกไปโรงเรียน
ต้องการให้พื้นที่มีนักท่องเที่ยว มีการลงทุน และมีอนาคต
แต่คนกลุ่มหนึ่งกลับใช้ระเบิดเพื่อสร้างความกลัว
แล้วปล่อยให้ประชาชนทั้งจังหวัดเป็นผู้แบกรับผลเสีย
สุดท้าย
เหตุการณ์เหล่านี้จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงข่าวความไม่สงบเฉพาะจุด
แต่ต้องมองว่าเป็นการโจมตีคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง เพราะเมื่อถนนไม่ปลอดภัย
เมื่อนักท่องเที่ยวไม่มั่นใจ เมื่อปั๊มน้ำมันถูกระเบิด เมื่อธุรกิจลังเลที่จะลงทุน
คนที่เสียหายมากที่สุดก็คือคนในพื้นที่เอง
ความรุนแรงไม่ได้สร้างอนาคตให้ชายแดนใต้
แต่มันกำลังฉุดรั้งอนาคตของคนชายแดนใต้ และคำว่า “มันน่าจะเพียงพอได้แล้ว”
จึงไม่ใช่แค่คำประณาม
แต่คือเสียงสะท้อนจากประชาชนที่ไม่ต้องการให้บ้านของตนถูกนิยามด้วยเสียงระเบิดอีกต่อไป.

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น