วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568

ประเพณีสารทเดือนสิบ : สายใยแห่งกตัญญู

สามัคคี ดำรงอยู่ในหลักศาสนา และพหุวัฒนธรรมที่งดงามของไทย

ประเทศไทยเป็นบ้านแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา พี่น้องชาวไทยไม่ว่าจะนับถือศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ หรือศาสนาอื่น ๆ ต่างก็อยู่ร่วมกันบนผืนแผ่นดินเดียวกันมาช้านาน ความแตกต่างด้านความเชื่อจึงมิได้เป็นอุปสรรค หากแต่กลับกลายเป็นพลังที่สร้างความงดงามและเอกลักษณ์เฉพาะให้แก่สังคมไทย สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญคือ “ความสามัคคี” ที่ดำรงอยู่ในคำสอนของทุกศาสนา ซึ่งล้วนสอนให้มนุษย์ประพฤติดี มีคุณธรรม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ

ประเพณีสารทเดือนสิบ : สายใยแห่งกตัญญู

หนึ่งในวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงคุณค่าทางศาสนาและสังคมของพี่น้องไทยพุทธ คือ ประเพณีสารทเดือน 10 ที่จัดขึ้นในภาคใต้ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษ ผู้ล่วงลับ และเพื่อสืบทอดประเพณีอันดีงามจากรุ่นสู่รุ่น การทำบุญในวันสารทเดือนสิบมิใช่เพียงการถวายข้าวปลาอาหารแด่พระสงฆ์ หากยังเป็นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ญาติพี่น้องได้กลับมาพบปะเยี่ยมเยียนกัน เป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความสามัคคี

แม้ประเพณีนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชาวพุทธ แต่พี่น้องไทยมุสลิมและคริสต์ในชุมชนเดียวกันต่างก็เคารพและเข้าใจ เพราะตระหนักว่าแก่นแท้ของประเพณีคือความกตัญญู ซึ่งเป็นคุณธรรมสากลที่ทุกศาสนาล้วนให้ความสำคัญ ความเข้าใจและการยอมรับนี้แสดงถึงความงดงามของพหุวัฒนธรรม ที่แม้จะมีความแตกต่าง แต่ทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน

เทศกาลชิงเปรตคึกคัก ประชาชนเข้าวัดทำบุญกัน เป็นจำนวนมาก

ศาสนากับความสามัคคี

ทุกศาสนามีหลักคำสอนที่คล้ายคลึงกันในด้านคุณธรรม เช่น ความเมตตา การให้อภัย การช่วยเหลือผู้อื่น และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

- ศาสนาพุทธ สอนให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์

- ศาสนาอิสลาม สอนให้ศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า ปฏิบัติตามศาสนบัญญัติ และยึดถือความยุติธรรม

- ศาสนาคริสต์ เน้นความรักและการเสียสละเพื่อผู้อื่น

เมื่อประชาชนปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาตนเองอย่างจริงใจ ก็จะเกิดความสงบในใจ และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยไม่เบียดเบียนกัน ความสามัคคี จึงมิได้เกิดจากการละทิ้งความเชื่อของตน แต่เกิดจากการเคารพในความแตกต่างและยึดถือคุณธรรมร่วมกันเป็นฐาน

ประเทศไทย : แผ่นดินแห่งเสรีภาพทางศาสนา

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เปิดกว้างด้านเสรีภาพทางศาสนาอย่างแท้จริง ประชาชนมีสิทธิในการนับถือและปฏิบัติศาสนกิจของตนโดยไม่มีการบีบบังคับหรือกีดกัน รัฐบาลและสังคมไทยให้โอกาสอย่างเท่าเทียม ทั้งการสนับสนุนด้านการศึกษา ศาสนสถาน และกิจกรรมทางศาสนาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบวช การถือศีลอด หรือการประกอบพิธีทางคริสต์ ล้วนได้รับการเคารพและสนับสนุน

ภาพของชุมชนที่มีทั้งวัด มัสยิด และโบสถ์ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกัน เป็นเครื่องพิสูจน์ชัดเจนว่า สังคมไทยยอมรับและให้เกียรติซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยกศาสนากลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่ทำให้ประเทศไทยแตกต่างจากหลายประเทศในโลก

แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก

คำกล่าวนี้สะท้อนความจริงของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน ความแตกต่างทางความเชื่อ ศรัทธา และประเพณี มิได้เป็นปัญหา หากทุกคนมีความเข้าใจ เคารพ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความแตกต่างจึงกลายเป็นความงดงามที่เสริมสร้างพลังทางสังคม

ในหลายพื้นที่ของไทย เราจะพบเห็นภาพพี่น้องชาวพุทธและมุสลิมช่วยเหลือกันในการทำมาหากิน แบ่งปันความสุขและความทุกข์ซึ่งกันและกัน เช่น ชาวมุสลิมร่วมอวยพรงานแต่งงานของพี่น้องพุทธ หรือชาวพุทธแสดงน้ำใจช่วยเหลือในช่วงเดือนรอมฎอน สิ่งเหล่านี้สะท้อนชัดว่า “สามัคคีมิใช่คำพูด หากเป็นการกระทำที่เกิดจากหัวใจ

พหุวัฒนธรรม : กุญแจสู่ความมั่นคง

ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลง พหุวัฒนธรรมคือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ประเทศอยู่รอดและมั่นคง ความสามัคคีที่ตั้งอยู่บนความหลากหลาย มิได้เพียงช่วยป้องกันความขัดแย้ง แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนให้สังคมก้าวหน้า เพราะทุกศาสนา ทุกวัฒนธรรม ต่างมีคุณค่าและภูมิปัญญาที่สามารถหลอมรวมกันเพื่อสร้างสังคมที่ดีกว่าได้


รู้จัก วันสารทไทย หรือ ชิงเปรต ประเพณีบุญสำคัญของภาคใต้...

ความสามัคคีที่ดำรงอยู่ในหลักศาสนา และความเข้าใจในพหุวัฒนธรรม คือหัวใจของการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย ประเพณีสารทเดือนสิบเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีความแตกต่างทางศาสนา แต่ทุกคนสามารถเคารพซึ่งกันและกันได้ ประเทศไทยเป็นแผ่นดินที่เปิดโอกาสให้ทุกศาสนามีเสรีภาพ และอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

แตกต่าง แต่ไม่แตกแยก คือคำจำกัดความของพหุวัฒนธรรมไทย ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าและความงดงาม ความสามัคคีที่ตั้งอยู่บนหลักศาสนาและคุณธรรมคือเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด ที่จะทำให้ประเทศไทยดำรงอยู่อย่างมั่นคงและสงบสุขตราบนานเท่านาน.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น