วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569

ศาสนาไม่ใช่ตัวกำหนดความเป็นเจ้าของแผ่นดิน

ศาสนาไม่ใช่ตัวกำหนดความเป็นเจ้าของแผ่นดิน

ศาสนาไม่ใช่ตัวกำหนดความเป็นเจ้าของแผ่นดิน แต่ “การเสียสละของบรรพบุรุษ” ต่างหาก คือรากฐานที่ทำให้ประเทศไทยยังยืนอยู่ ในห้วงเวลาที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี ความคิด และอัตลักษณ์ของผู้คน สิ่งหนึ่งที่เรามักหลงลืมเงียบ ๆ คือคำถามสำคัญว่า อะไรคือรากฐานที่แท้จริงของแผ่นดินไทย? หลายครั้งเรามองคำว่า “ศาสนา” เป็นเสมือนเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างผู้คน จนเผลอเข้าใจไปว่าสังคมไทยเกิดจากผู้คนที่นับถือศาสนาเดียวกัน หรือมีความคิดแบบเดียวกัน ทั้งที่แท้จริงแล้ว “สยาม - ไทย” ไม่เคยเป็นเช่นนั้นเลย

หากเราย้อนประวัติศาสตร์กลับไปตั้งแต่สมัยก่อนรัฐชาติ พื้นที่ที่เรียกว่า “สยาม” เต็มไปด้วยกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และขนบธรรมเนียม - มีทั้งพุทธ มุสลิม ฮินดู จีน มอญ เขมร มลายู ลาว รวมถึงกลุ่มชนดั้งเดิมในพื้นที่ป่าเขา แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนเหล่านี้อยู่ร่วมกันบนผืนดินเดียวกันได้ ไม่ใช่ศาสนาที่เหมือนกัน หรือความเชื่อที่เหมือนกัน หากคือ “การร่วมเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินร่วมกัน” แม้ต่างความเชื่อ แต่หัวใจกลับเต้นเพื่อผืนดินเดียวกัน

ศาสนา… ไม่เคยเป็นเงื่อนไขความเป็นเจ้าของประเทศ

ทุกศาสนาสอนความดี แต่ไม่มีศาสนาใดสอนให้ผูกขาดสิทธิในดินแดน หรือประกาศว่าแผ่นดินนี้เป็นของผู้ศรัทธาเพียงกลุ่มเดียว การจะบอกว่า “แผ่นดินนี้เป็นของคนศาสนาใดศาสนาหนึ่ง” นอกจากไม่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์แล้ว ยังเป็นการลดทอนเกียรติของบรรพบุรุษทุกเชื้อชาติและศาสนาที่ร่วมกันสร้างประเทศนี้มา

- ลองคิดถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่มีชุมชนมุสลิมเข้าร่วมเป็นกำลังกองทัพ

- สมัยกรุงธนบุรี ที่มีกำลังทหารจีนช่วยพระเจ้าตากกอบกู้เอกราช

- สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีทั้งชาวพุทธ มุสลิม มอญ ส่วย ลาว รวมพลังเป็นไหล่ค้ำชูราชอาณาจักร

หากประเทศเป็นของศาสนาใดศาสนาหนึ่งจริง แล้วความเสียสละของผู้คนที่ไม่ได้ถือศาสนานั้น จะถือว่าไร้ความหมายหรือ ?

แน่นอน… ไม่มีใครกล้าพูดเช่นนั้น เพราะในหัวใจของคนไทยทุกหมู่เหล่ารู้ดีว่า “ศาสนาไม่ใช่เจ้าของแผ่นดิน” และ ศาสนาไม่เคยเป็นเกณฑ์ในการชี้ว่าผู้ใดรักชาติหรือไม่

ผู้ที่รักชาติ คือผู้ที่รักษาแผ่นดิน - ไม่ใช่ผู้ที่ถือศาสนาใดเป็นพิเศษ

บรรพบุรุษต่างศาสนา… แต่หัวใจเดียวกัน

ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นในยุคล่าอาณานิคม ไม่ใช่เพียงเพราะไหวพริบทางการทูตของผู้นำเท่านั้น แต่เพราะประชาชนทุกกลุ่มร่วมกันยืนหยัดต่อโชคชะตาของแผ่นดิน

ในภาคใต้ ชุมชนมุสลิมมลายูต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับรัฐในการรักษาเส้นพรมแดน

ในเมืองหลวง ชาวจีนจำนวนมากถวายแรงงาน ทุนทรัพย์ และชีวิตในการพัฒนาบ้านเมือง

ในภาคเหนือและอีสาน กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมร่วมทำนุบำรุงผืนป่า ปกป้องชายแดน และเลี้ยงรักษาวัฒนธรรมที่หล่อเลี้ยงความเป็นไทย

- บรรพบุรุษเหล่านี้อาจมีวิธีก้มกราบ, การละหมาด ที่ไม่เหมือนกัน

- อาจมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เหมือนกัน

- อาจเรียกพระเจ้า ไม่เหมือนกัน

- แต่อย่างหนึ่งที่เหมือนกันเสมอ คือ “ความเสียสละต่อแผ่นดินที่ตนรัก

สิ่งนี้ต่างหาก… คือ คำตอบของการเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง

ประเทศไทยอยู่ได้เพราะพหุวัฒนธรรม… ไม่ใช่ความเหมือนกัน คำว่า พหุวัฒนธรรม” ไม่ใช่คำสวยงามในตำรา แต่เป็นชีวิตจริงของคนไทยมานานหลายร้อยปี

- คนพุทธสร้างวัด

- คนมุสลิมสร้างมัสยิด

- คนจีนบูชาเจ้า

- คนมอญรับใช้ราชสำนัก

- คนมลายูดูแลทางการค้า

- คนในป่าเขารักษาป่าต้นน้ำ

เมื่อนำบทบาททั้งหมดมาร้อยเป็นเส้นเดียวกัน จึงเกิดเป็นผ้าทอผืนใหญ่ที่เรียกว่า “สังคมไทย” และผ้าผืนนั้นจะอยู่ไม่ได้นานขนาดนี้ หากปราศจากการเคารพซึ่งกันและกัน

ประเทศไทยไม่เคยตั้งอยู่บน “ความเหมือนกัน” แต่ตั้งอยู่บน การอยู่ร่วมกันอย่างให้เกียรติความต่าง นี่คือพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าอาวุธใด ๆ คือพลังที่ทำให้เราไม่เคยเสียประเทศให้ใคร และทำให้เรายังอยู่คู่กันมาจนถึงทุกวันนี้

ณ วันนี้… ภารกิจของพวกเราคือการสืบสานเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ แม้วันนี้บ้านเมืองจะไม่ได้เผชิญศึกสงครามเหมือนในอดีต แต่เรากำลังเผชิญ “ศึกแห่งความเข้าใจผิด ศึกแห่งความเกลียดชัง และศึกที่มองเพื่อนร่วมชาติเป็นคนแปลกหน้า” ซึ่งอาจอันตรายไม่แพ้สงครามปืนใหญ่

สิ่งที่ควรทำมิใช่การแบ่งว่าใครเชื่อแบบไหน

หรือใครถือศาสนาใด

เพราะแผ่นดินนี้ไม่เคยถามว่าเราเชื่อใคร

แผ่นดินนี้ถามเพียงว่า เราจะรักษามันได้หรือไม่

การแตกแยกทางความคิด การกล่าวหาว่าศาสนาใดเป็นเจ้าของพื้นที่ใด ล้วนเป็นแผลที่ไม่จำเป็นต่อชาติ แต่การยืนหยัดร่วมกัน การเคารพความต่าง และการมองเห็นประวัติศาสตร์ร่วมกัน คือสิ่งที่จะรักษาไทยให้อยู่รอด

สรุปคือ : เจ้าของประเทศที่แท้จริง คือผู้ที่ “รักษา” แผ่นดิน… ไม่ใช่ผู้ที่ “อ้างสิทธิ์” บนแผ่นดิน

ท้ายที่สุดนี้ เราควรถามตัวเองว่า “แผ่นดินไทยเป็นของใคร?

คำตอบนั้นไม่ใช่ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ไม่ใช่ของผู้เชื่อในแบบใดแบบหนึ่ง และไม่ใช่ของผู้ที่เสียงดังที่สุดในสังคม

แต่แผ่นดินนี้เป็นของบรรพบุรุษทุกคน ที่เคยปกป้องมัน และลูกหลานทุกคน ที่ตั้งใจจะรักษามันต่อไป

เราเป็นทายาทของผู้เสียสละนับรุ่น นับศตวรรษ และหน้าที่ของเรา คือ รักษาประเทศนี้ในแบบที่เขาเคยทำ - ด้วยหัวใจ ไม่ใช่ด้วยการแบ่งแยก

เพราะสุดท้ายแล้ว แผ่นดินไทย… เป็นสมบัติร่วมของทุกผู้คนที่อาศัยอยู่ และรักมันจริง ๆ ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด

วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569

ปกป้องผ้าขาว ก่อนจะถูกย้อมด้วยสีเลือด

      ในทุกสังคม “เด็กและเยาวชน” คือผ้าขาวผืนใหม่ที่ยังไม่ถูกแต้มสี พวกเขาเกิดมาพร้อมความใฝ่ฝัน ความหวัง และศักยภาพอันบริสุทธิ์ หากสังคมประคับประคองอย่างถูกทาง ผ้าขาวผืนนั้นจะถูกแต่งแต้มด้วยสีแห่งปัญญา คุณธรรม และความเมตตา แต่หากเราละเลย ปล่อยให้ความเกลียดชัง ความรุนแรง และอุดมการณ์สุดโต่งเข้ามาย้อมสี ผ้าขาวก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นสีเลือด – สีของความสูญเสียที่ยากจะลบเลือน

     วันนี้คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “เด็กเราเก่งแค่ไหน” แต่คือ “เราปกป้องพวกเขาได้ดีพอหรือยัง” ปกป้องจากอะไร? จากวงจรความรุนแรงที่แฝงตัวในชีวิตประจำวัน จากวาทกรรมยั่วยุที่ทำให้ความต่างกลายเป็นศัตรู จากโครงสร้างสังคมที่ผลักเยาวชนไปสู่ความคับแค้น และจากขบวนการที่อาศัยความไม่รู้ ความเจ็บปวด และความเปราะบางเป็นเชื้อเพลิง

1) วงจรความรุนแรง : เมื่อความเงียบกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด

     ความรุนแรงไม่เริ่มจากเสียงปืนหรือระเบิดเสมอไป มันเริ่มจากถ้อยคำดูแคลน การแบ่ง “พวกเรา - พวกเขา” การบิดเบือนประวัติศาสตร์และการปลูกฝังความเกลียดชังอย่างค่อยเป็นค่อยไป เมื่อสังคมชินชาและเลือกเงียบ ความเงียบนั้นเองที่กลายเป็นพื้นที่ให้ความรุนแรงเติบโต

     เด็กจำนวนไม่น้อยเติบโตท่ามกลางข่าวร้าย ภาพความสูญเสีย และเรื่องเล่าที่ตีกรอบความคิด หากขาดภูมิคุ้มกันทางปัญญา พวกเขาอาจถูกชักจูงให้เชื่อว่าความรุนแรงคือคำตอบ เป็นทางลัดสู่ศักดิ์ศรี หรือเป็นเครื่องมือทวงคืนความยุติธรรมที่ไม่เคยได้รับ ความจริงแล้ว ความรุนแรงไม่เคยแก้ปัญหา มันเพียงถ่ายทอดความเจ็บปวดจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง

2) ผ้าขาวกับสีที่สังคมเลือกใช้

     ผ้าขาวไม่ได้ถูกย้อมด้วยสีเลือดเพราะเด็กเลือกเองเสมอไป หากแต่เพราะผู้ใหญ่ สถาบัน และระบบรอบตัวเลือกสีให้พวกเขาเลือกอย่างจำกัด การศึกษาที่เน้นท่องจำ แต่ไม่สอนคิด การเมืองที่ใช้ความเกลียดชังเป็นเครื่องมือ สื่อที่เร้าอารมณ์มากกว่าสร้างความเข้าใจ ล้วนเป็นสีที่ค่อย ๆ ซึมลงบนผืนผ้า

     ในทางกลับกัน หากสังคมเลือกสีแห่งสันติ - การศึกษาเชิงวิพากษ์ การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การรับฟังอย่างจริงใจ และโอกาสที่เท่าเทียม – ผ้าขาวก็จะงอกงามเป็นผืนผ้าที่แข็งแรง ไม่ขาดง่ายต่อการยั่วยุหรือบิดเบือน

3) ครอบครัว : ปราการด่านแรกของสันติ

     ครอบครัวคือโรงเรียนแห่งแรก การพูดคุยอย่างเปิดใจ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน และการเป็นแบบอย่างที่ไม่ใช้ความรุนแรง คือเกราะป้องกันที่ทรงพลัง เด็กที่เติบโตในบ้านที่มีพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ จะกล้าถาม กล้าคิด และกล้าปฏิเสธเส้นทางอันตราย

     พ่อแม่และผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องรู้ทุกคำตอบ แต่จำเป็นต้อง “อยู่ตรงนั้น” เพื่อเดินไปพร้อมกัน สอนให้แยกแยะข้อมูลจริง - เท็จ สอนให้เห็นคุณค่าของชีวิต และสอนให้เชื่อว่าความต่างสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่ต้องทำลายกัน

4) โรงเรียน : สร้างภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่เพียงคะแนนสอบ

     โรงเรียนไม่ควรเป็นเพียงสนามแข่งขันคะแนน แต่ต้องเป็นพื้นที่หล่อหลอมความเป็นมนุษย์ การเรียนรู้เรื่องสันติวิธี การแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรง ประวัติศาสตร์หลายมุมมอง และทักษะคิดเชิงวิพากษ์ คือวัคซีนสำคัญต่ออุดมการณ์สุดโต่ง

     ครูไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่คือผู้นำทางคุณค่า โรงเรียนที่ส่งเสริมการสนทนาอย่างเคารพ ให้เด็กได้ถกเถียงอย่างมีเหตุผล จะช่วยให้เยาวชนไม่ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมยั่วยุ และไม่หลงเชื่อคำตอบง่าย ๆ ต่อปัญหาซับซ้อน

5) ชุมชนและสื่อ : พื้นที่ร่วมรับผิดชอบ

     ชุมชนที่เข้มแข็งทำให้เด็กไม่โดดเดี่ยว กิจกรรมสร้างสรรค์ กีฬา ศิลปะ อาสาสมัคร และพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน ช่วยเปิดทางเลือกให้เยาวชนเห็นคุณค่าในตนเอง ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนและสื่อออนไลน์ต้องตระหนักถึงอิทธิพลของตน เลือกนำเสนออย่างรับผิดชอบ ไม่ขยายความเกลียดชัง ไม่ทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องชินตา

     โลกดิจิทัลต้องมาพร้อมทักษะรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) เพื่อให้เด็กแยกแยะโฆษณาชวนเชื่อ ข่าวปลอม และการบิดเบือนทางอารมณ์ได้

6) รัฐและนโยบาย: ความยุติธรรมที่สัมผัสได้

      การปกป้องผ้าขาวไม่อาจสำเร็จหากขาดความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ การเลือกปฏิบัติ และการขาดโอกาส คือปัจจัยเสี่ยงที่ผลักเยาวชนเข้าสู่วงจรความรุนแรง นโยบายที่เข้าถึงจริง การศึกษาและสาธารณสุขที่มีคุณภาพ งานที่มีศักดิ์ศรี และกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม คือรากฐานของสันติภาพยั่งยืน

      การหยุดยั้งขบวนการที่ใช้ความรุนแรงต้องทำควบคู่กับการเยียวยา สร้างทางเลือก และคืนความหวัง มิฉะนั้นการแก้ปัญหาจะเป็นเพียงการตัดปลายเหตุ

7) หน้าที่ของ “เรา”: สังคมต้องช่วยกัน

     การหยุดยั้งขบวนการเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของสังคมที่ต้องช่วยกัน - ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สื่อ รัฐ และประชาชนทั่วไป ทุกคนมีส่วนเลือกสีที่จะย้อมผ้าขาว เราจะเลือกสีเลือดแห่งความเกลียดชัง หรือสีสันติแห่งความเข้าใจ

      การปกป้องเด็กคือการปกป้องอนาคตของชาติ ไม่ใช่ด้วยกำแพงความกลัว แต่ด้วยสะพานแห่งความหวัง ไม่ใช่ด้วยคำสั่ง แต่ด้วยการรับฟัง ไม่ใช่ด้วยความรุนแรง แต่ด้วยความยุติธรรม

สรุป : อนาคตที่เลือกได้

      ผ้าขาวจะคงความงามหรือถูกย้อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของวันนี้ หากเรากล้าหยุดวงจรความรุนแรง กล้าปรับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม และกล้าลงมือปกป้องเยาวชนอย่างจริงจัง อนาคตของชาติจะไม่ถูกวัดด้วยความเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความสามารถของสังคมในการรักษาชีวิต ความหวัง และศักดิ์ศรีของเด็กทุกคน

      ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันปกป้อง “ผ้าขาว” ก่อนที่มันจะถูกย้อมด้วยสีเลือด - เพื่อให้วันพรุ่งนี้ของชาติเปล่งประกายด้วยสีแห่งสันติ ปัญญา และมนุษยธรรม.

คนมลายู : อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่หลากหลายอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐไทย

คนมลายู : อัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่หลากหลายอยู่ร่วมกันภายใต้รัฐไทย

ในสังคมไทย โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เรามักได้ยินคำว่า “คนมลายู” ถูกนำไปผูกโยงกับ “ศาสนาอิสลาม” เสมอ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว คำว่า ‘มลายู’ คือชาติพันธุ์ มิใช่คำบ่งบอกศาสนา ขณะที่ “อิสลาม” คือศาสนาที่มีผู้ศรัทธาอยู่หลากหลายเชื้อชาติทั่วโลก การใช้สองคำนี้แทนกันโดยไม่แยกความหมายให้ชัดเจน จึงทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและนำไปสู่มายาคติที่ส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

มลายู : ชาติพันธุ์ที่มีหลายศาสนา

คนมลายูในภาคใต้ของประเทศไทยมีวิถีชีวิตที่สืบทอดมาหลายร้อยปี พวกเขามีภาษา วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และสังคมชุมชนที่งดงามเป็นเอกลักษณ์ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ คนมลายูไม่ได้มีศาสนาเดียว

ในอดีตและปัจจุบัน คนมลายูมีทั้งผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัดว่า ความเป็นมลายูนั้นไม่ได้ผูกติดกับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

การเข้าใจความจริงข้อนี้ช่วยให้เรามองเห็นว่า การอยู่ร่วมกันในภาคใต้ตอนล่างนั้นไม่ใช่เรื่องของศาสนา แต่เป็นเรื่องของ ผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ที่อยู่ในดินแดนเดียวกันภายใต้รัฐไทย มาช้านาน

ความเป็นคนไทยของคนมลายู

คนมลายูในภาคใต้เป็นหนึ่งในประชากรไทย มีบัตรประชาชนไทย ใช้สิทธิและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญไทย และอยู่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยเช่นเดียวกับคนไทยทุกกลุ่มชาติพันธุ์

ประเทศไทยเป็นรัฐที่รับรองเสรีภาพทางศาสนาอย่างชัดเจน รัฐไม่เคยบังคับให้ใครต้องนับถือศาสนาใด และไม่เคยปฏิเสธอัตลักษณ์ของชนกลุ่มใดเลย รัฐไทยเคารพทั้งวิถีมลายู ประเพณีท้องถิ่น และการประกอบศาสนกิจของประชาชนทุกศาสนา นี่คือคุณค่าที่ตกทอดมาอย่างยาวนานผ่านสถาบันกษัตริย์และการปกครองภายใต้หลักนิติธรรม

ดังนั้น คนมลายูจึงไม่ใช่ “คนต่างถิ่น” หากแต่เป็นประชาชนไทย ผู้มีสิทธิ ความภาคภูมิใจ และศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับชนกลุ่มอื่นบนผืนแผ่นดินไทย

คำถามสำคัญต่อข้อเรียกร้อง “พื้นที่ 3 จชต.”

เมื่อมีกลุ่มขบวนการบางส่วนออกมาเรียกร้องพื้นที่ “3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยอ้างเหตุผลเรื่องชาติพันธุ์ หรืออัตลักษณ์ของคนมลายู คำถามพื้นฐานที่ควรถามคือ : ถ้าเหตุผลคือเรื่องชาติพันธุ์มลายู เหตุใดจึงไม่เรียกร้องดินแดนมลายูอื่นที่เคยอยู่ภายใต้สยามเช่นกัน?

อดีตดินแดนมลายูที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของรัฐไทยมีถึง 4 รัฐ ได้แก่ ไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู และปะลิส ซึ่งไทยยอมมอบสิทธิการปกครองให้สหราชอาณาจักร ก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมาเลเซียในเวลาต่อมา หากมองตามตรรกะเรื่อง “ดินแดนมลายูแล้ว ทำไมพื้นที่เหล่านั้นกลับไม่ถูกกล่าวถึง?

ประเด็นนี้สะท้อนว่า การเรียกร้องดังกล่าวไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงด้านประวัติศาสตร์ หรือชาติพันธุ์มลายูอย่างแท้จริง แต่มีวาระเฉพาะทางการเมืองที่อาจทำให้ผู้คนในพื้นที่เข้าใจผิด และนำไปสู่ความแตกแยกโดยไม่จำเป็น

สำนึกเถอะ : เราทุกคนอยู่ในประเทศไทยภายใต้หลักนิติธรรม

ประเทศไทยยืนอยู่บนหลักการปกครองที่ระบุไว้ชัดในรัฐธรรมนูญ คือ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และให้ความเสมอภาคแก่ประชาชนทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

หลักการสำคัญที่ประชาชนไทยทุกกลุ่มได้รับ คือ เสรีภาพในการนับถือและประกอบศาสนกิจ, ความเสมอภาคตามกฎหมาย, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ได้รับการคุ้มครอง, กลไกตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจรัฐ, โอกาสในการศึกษา พัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

นี่คือสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน และเป็นสังคมที่ให้ศักดิ์ศรีแก่ผู้คนทุกเชื้อชาติและศาสนา ไม่ว่าจะเป็นมลายู ไทย จีน พุทธ มุสลิม หรือศาสนาอื่นก็ตาม

สรุปคือ : ความเข้าใจที่ถูกต้อง คือกุญแจสู่สันติสุข

คนมลายูคือส่วนหนึ่งของสังคมไทยที่มีคุณค่ามหาศาล พวกเขาเป็นเจ้าของวัฒนธรรมอันงดงาม เป็นพลังของสังคม และเป็นประชาชนไทยเช่นเดียวกับทุกคน การผูกโยงชาติพันธุ์เข้ากับศาสนาหรือการเมืองอย่างคลาดเคลื่อนนั้น ไม่เพียงทำให้เกิดความเข้าใจผิด แต่ยังทำร้ายความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติบนแผ่นดินเดียวกันมาช้านาน

วันนี้สิ่งที่เราจำเป็นต้องมีคือ สำนึกความเป็นเจ้าของแผ่นดินร่วมกัน, แผ่นดินที่ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียม, แผ่นดินที่ปกครองด้วยความเป็นธรรม และแผ่นดินที่ให้เสรีภาพทางศาสนาแก่ทุกศรัทธาโดยไม่มีเงื่อนไข

เมื่อเรามองเห็นกันและกันอย่างเท่าเทียม สังคมไทย - ไม่ว่าจะเหนือ อีสาน กลาง หรือใต้ - ก็จะยืนหยัดอย่างมั่นคง และก้าวเดินไปด้วยกันอย่างสงบสุข

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569

ซากที่เหลือจากความรุนแรง : เมื่อความฝันของคนทำงานพังทลายใต้เงาระเบิด

ซากที่เหลือจากความรุนแรง : เมื่อความฝันของคนทำงานพังทลายใต้เงาระเบิด

ซากที่เหลือ PCX คันโปรด กับน้ำตาของเด็กปั๊ม

ค่ำคืนวันที่ 11 มกราคม 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งคืนที่ความรุนแรงได้ทิ้งรอยแผลลึกไว้ในหัวใจของผู้คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุระเบิดและการลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมันหลายจุด ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐและเอกชน แต่ยังเผาผลาญ “ความฝัน” และ “ชีวิตความหวัง” ของคนทำงานตัวเล็ก ๆ ที่ไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งใด ๆ

หนึ่งในเสียงสะท้อนที่บาดลึกที่สุด คือเรื่องราวของพนักงานปั๊มน้ำมัน ปตท.บูเกะคละ ริมถนนสายยะลา–รามัน ต.บุดี อ.เมือง จ.ยะลา พนักงานรายนี้ขอสงวนชื่อและนามสกุล แต่ยอมเล่าเรื่องราวทั้งน้ำตาให้กับเพจ สวท.ยะลา เพื่อบอกเล่าความสูญเสียที่เกินกว่ามูลค่าทรัพย์สิน นั่นคือการสูญเสีย “รถคันแรกในชีวิต” ที่เขาภาคภูมิใจ

การตัดสินใจธรรมดา ที่นำไปสู่ความสูญเสียอันใหญ่หลวง

ในวันเกิดเหตุ ทุกอย่างดูเป็นวันธรรมดาเช่นเดียวกับวันทำงานอื่น ๆ โดยปกติแล้ว พนักงานปั๊มรายนี้จะจอดรถยนต์ไว้ที่ปั๊มน้ำมัน แต่เนื่องจากต้องใช้รถยนต์เดินทางกลับไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เขาจึงตัดสินใจสลับ นำรถยนต์กลับบ้าน และจอดรถจักรยานยนต์ฮอนด้า PCX คันโปรดไว้ที่ปั๊มแทน

ไม่มีใครคาดคิดว่า การตัดสินใจเล็ก ๆ ที่เกิดจากหน้าที่พลเมือง จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมในชีวิต เมื่อข่าวเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ปั๊มน้ำมันแพร่กระจายออกมา ความรู้สึกแรกที่ถาโถมเข้ามาคือความตกใจ และความหวาดหวั่น

ตอนรู้ข่าว ใจมันหายวาบเลยครับ” เขาเล่าด้วยเสียงสั่น “ผมคิดในใจทันทีว่า รถผมไม่เหลือแน่ ๆ แล้วมันก็ไม่เหลือจริง ๆ

รถคันแรก จากน้ำพักน้ำแรง สู่ซากเหล็กไร้ค่า

รถจักรยานยนต์ PCX คันนั้น ไม่ใช่เพียงพาหนะสำหรับการเดินทาง แต่คือผลลัพธ์ของหยาดเหงื่อ แรงกาย และความอดทนของพนักงานปั๊มน้ำมันคนหนึ่ง เงินเดือนที่ได้มาแต่ละเดือนถูกเก็บหอมรอมริบ อดออมจากรายจ่ายที่จำเป็น เพื่อแลกกับความฝันเล็ก ๆ ในชีวิต

ผมเพิ่งซื้อมาใหม่ครับ” เขาพูดพร้อมน้ำตาที่เอ่อคลอ “มันเป็นรถคันแรกที่ผมตั้งใจทำงานเก็บเงินซื้อเอง เป็นรถในฝันของผมเลย

แต่ในชั่วข้ามคืน ความฝันนั้นกลับพังทลาย เหลือเพียงซากรถที่ถูกไฟไหม้เสียหายจนไม่อาจใช้งานได้อีกต่อไป ภาพซากรถที่ไหม้เกรียม กลายเป็นสัญลักษณ์ของความโหดร้ายของความรุนแรง ที่ไม่ได้เลือกเหยื่อ และไม่สนใจว่าผู้ได้รับผลกระทบจะเป็นใคร

ความรุนแรงที่ไม่ได้ทำลายแค่สิ่งปลูกสร้าง

เหตุการณ์ระเบิดและการลอบวางเพลิงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความรุนแรงไม่ได้ทำลายเพียงอาคาร ปั๊มน้ำมัน หรือทรัพย์สินที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินได้เท่านั้น แต่ยังทำลายความมั่นคงในชีวิต ความรู้สึกปลอดภัย และศรัทธาของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่

สำหรับพนักงานปั๊มรายนี้ รถจักรยานยนต์คือปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เป็นทั้งพาหนะไปทำงาน และเป็นความภาคภูมิใจที่เตือนใจเขาว่า ความพยายามไม่เคยทรยศใคร แต่เมื่อความรุนแรงเข้ามาแทรกแซง ทุกอย่างกลับพังลงในพริบตา

เสียงเล็ก ๆ จากคนทำงาน ที่สังคมไม่ควรมองข้าม

เรื่องราวของเด็กปั๊มกับรถ PCX คันโปรด อาจเป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยหลายพันเรื่องราวของผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่เสียงเล็ก ๆ นี้ มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะมันคือเสียงของประชาชนธรรมดา ที่ต้องแบกรับผลกระทบจากความขัดแย้งที่ตนเองไม่ได้ก่อ

พวกเขาไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ไม่ใช่ผู้มีอำนาจต่อรอง และไม่ใช่ผู้ได้ประโยชน์จากความรุนแรง สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการ คือการใช้ชีวิตอย่างสงบ ทำงานสุจริต และมีความหวังเล็ก ๆ ว่าวันพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้

บทเรียนและคำถามที่สังคมต้องร่วมกันตอบ

เหตุการณ์เช่นนี้ ควรเป็นบทเรียนสำคัญที่สังคมต้องหันกลับมาตั้งคำถามว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้น ใครคือผู้ได้ประโยชน์ และใครคือผู้ที่ต้องสูญเสียมากที่สุด คำตอบมักชัดเจนเสมอ-ผู้สูญเสียคือประชาชนผู้บริสุทธิ์

ซากรถจักรยานยนต์ PCX ที่เหลืออยู่ อาจถูกเก็บกวาดออกจากพื้นที่ในไม่ช้า แต่รอยแผลในใจของเจ้าของรถ และผู้ได้รับผลกระทบอีกมากมาย จะยังคงอยู่ต่อไปอีกยาวนาน

ร่วมส่งกำลังใจ และไม่ปล่อยให้ความสูญเสียสูญเปล่า

ทางเพจ สวท.ยะลา ได้แสดงความเสียใจกับพนักงานปั๊มรายนี้ และขอบคุณที่เขากล้าเล่าเรื่องราวของตนเองออกมา เรื่องราวนี้ไม่ใช่เพียงการบอกเล่าความสูญเสียส่วนบุคคล แต่เป็นการสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดของพื้นที่ชายแดนใต้

ในฐานะสังคม เราอาจไม่สามารถย้อนเวลาไปป้องกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถร่วมกันส่งกำลังใจ สนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบ และยืนหยัดปฏิเสธความรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อไม่ให้ความฝันของคนทำงานสุจริต ต้องพังทลายลงอีกต่อไป

เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่เหลืออยู่จากเหตุการณ์เช่นนี้ ไม่ควรเป็นเพียงซากปรักหักพัง หากแต่ต้องเป็นบทเรียนร่วมกัน ว่าความสงบสุข คือคุณค่าที่ทุกคนควรร่วมกันปกป้อง

วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2569

เกมการเมืองกับการส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส. และบททดสอบความตื่นรู้ของประชาชนในพื้นที่ 3 จชต.

เกมการเมืองกับการส่งตัวแทนชิงเก้าอี้ สส. และบททดสอบความตื่นรู้ของประชาชนในพื้นที่ 3 จชต.

ในช่วงเวลาที่การเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นกำลังเข้าสู่บรรยากาศของการแข่งขันอย่างเข้มข้น พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้กลับถูกจับตามองเป็นพิเศษ ไม่เพียงเพราะความอ่อนไหวด้านความมั่นคง หากแต่เพราะสัญญาณทางการเมืองที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของบางกลุ่ม ที่ต้องการใช้ “กลไกประชาธิปไตย” เป็นเครื่องมือกำหนดอำนาจและพื้นที่อิทธิพลของตนเองในระยะยาว หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือกระแสข่าวและการรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการที่กลุ่ม BRN ถูกมองว่าส่งตัวแทนหรือสนับสนุนบุคคลบางกลุ่มลงชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปูทางสู่การกำหนดทิศทางพื้นที่ในอนาคต

แม้ข้อเท็จจริงในเชิงกฎหมายจะต้องพิสูจน์อย่างรอบคอบ แต่ในเชิงสังคมและการเมือง ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปราะบางของระบบตัวแทนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ได้อย่างชัดเจน เมื่อประชาชนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่า ผู้สมัครเหล่านี้ลงสนามการเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง หรือเพื่อเสริมสร้างบารมีและอำนาจให้กับกลุ่ม ตระกูล หรือเครือข่ายของตนเอง

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้น คือความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมว่าที่ผู้แทนประชาชนในช่วงใกล้การเลือกตั้ง จากเดิมที่ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ประชาชนแทบไม่เห็นบทบาท ไม่เห็นเงา ไม่เห็นการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง กลับกลายเป็นว่าในช่วงหาเสียง ผู้สมัครจำนวนไม่น้อยเริ่ม “เข้าหา เข้าถึง และคลุกคลี” กับชาวบ้านมากขึ้น เดินเข้าหาชุมชน พูดจาอ่อนน้อม วาดฝันถึงการพัฒนาในอนาคต พร้อมสัญญานานัปการ

คำถามสำคัญคือ แล้วในวันที่ประชาชนเผชิญความทุกข์ยากจริง ๆ ผู้แทนเหล่านี้อยู่ที่ไหน

ในช่วงที่พื้นที่ประสบอุทกภัย น้ำท่วมบ้านเรือน สร้างความเดือดร้อนต่อการดำรงชีวิตของประชาชน กลับแทบไม่ปรากฏภาพของ สส. ในพื้นที่ลงไปช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม ไม่เห็นการตั้งกองทุนช่วยเหลือ ไม่เห็นการประสานหน่วยงานอย่างจริงจัง ไม่เห็นแม้แต่การลงพื้นที่ให้กำลังใจ หรือการช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น อาหาร น้ำดื่ม หรือสิ่งจำเป็น ทั้งที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่โดยตรงในการสะท้อนปัญหาและผลักดันความช่วยเหลือจากรัฐ

กรณีของบุคคลจากตระกูล “มะทา” ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ประชาชนในพื้นที่ตั้งคำถามอย่างหนัก ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ปัญหาความเดือดร้อนใกล้ตัว เช่น ฝูงวัวเดินเพ่นพ่านบนถนนบริเวณสี่แยกไปแดงมลายูบางกอบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านพักของตนเอง สร้างอุบัติเหตุซ้ำซาก รถยนต์และรถจักรยานยนต์ของชาวบ้านได้รับความเสียหาย มีผู้บาดเจ็บสาหัสหลายราย แต่กลับไม่เห็นการออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือการผลักดันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หากปัญหาใกล้ตัวและส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนยังไม่สามารถจัดการได้ แล้วประชาชนจะคาดหวังอะไรกับการพัฒนาระดับโครงสร้างในอนาคต

ในทำนองเดียวกัน บุคคลจากตระกูล “กูเฮง” ที่ออกหาเสียงตามมัสยิด ใช้ถ้อยคำอ่อนน้อม ล้อมชาวบ้านด้วยวาทกรรมและคำสัญญา ก็ถูกตั้งคำถามไม่ต่างกันว่า ตลอดช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง เคยแก้ไขปัญหาสำคัญของพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ด้านใดอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง นอกจากการพูดถึงประเด็นเงินกู้หรือโครงการบางส่วนที่ยังไม่ตอบโจทย์ความทุกข์ยากเชิงโครงสร้างของประชาชน

ไม่เพียงเท่านั้น สส. มุสลิมคนอื่น ๆ จำนวนไม่น้อยก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทิศทางเดียวกัน คือแทบไม่เห็นบทบาทการทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างชัดเจน นอกจากการแสวงหาผลประโยชน์และการสร้างเครือข่ายทางการเมืองให้ตนเอง ขณะที่ปัญหาความยากจน ความไม่ปลอดภัย การศึกษา และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม

ส่วนตระกูล “โต๊ะมีนา” ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงคำถามจากสังคมได้ เมื่อยังคงใช้เรื่องราวในอดีตของบรรพบุรุษมาอ้างอิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทนที่จะนำเสนอผลงานหรือวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับปัญหาปัจจุบันและอนาคตของพื้นที่

ท้ายที่สุด คำถามที่สำคัญที่สุดจึงตกอยู่กับพ่อแม่พี่น้องในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เองว่า เราจะยังคงเลือกบุคคลเหล่านี้มาเป็นผู้แทนของเราอีกหรือไม่ การเลือกตั้งไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรมตามฤดูกาล แต่คือการตัดสินใจที่กำหนดทิศทางชีวิตของลูกหลานในอนาคต หากการเลือกตั้งกลายเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือสร้างบารมีให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่ง โดยไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของประชาชน การเมืองก็จะไม่อาจเป็นคำตอบของสันติภาพและการพัฒนาได้อย่างแท้จริง

ประชาชนจึงต้องตื่นรู้ ใช้สติ พิจารณาผลงานมากกว่าคำพูด และกล้าตั้งคำถามกับผู้ที่อ้างตนเป็นตัวแทนของเรา เพราะอนาคตของสามจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ควรถูกกำหนดด้วยวาทกรรมในฤดูหาเสียง แต่ควรถูกกำหนดด้วยความรับผิดชอบ ความจริงใจ และการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง.

ลงคะแนนเพราะเชื้อสายเดียวกัน ไม่ใช่สติปัญญาทางการเมือง

เมื่ออัตลักษณ์ถูกใช้แทนเหตุผล และศาสนาถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือ การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยควรเป็นกระบวนการที่ประชาชนใช้ “สติปัญญา” และ “วิจารณญาณ” เป็นหลัก มิใช่ใช้อารมณ์ ความรู้สึกผูกพันทางเชื้อชาติ หรืออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมาเป็นตัวตัดสิน หากการลงคะแนนยังคงยึดเพียงว่า “เขาเป็นพวกเดียวกัน” “เป็นมลายูเหมือนกัน” หรือ “อ้างว่าปกป้องศาสนาเดียวกัน” ทั้งที่ผลงานที่ผ่านมาไม่เคยสร้างประโยชน์ให้ประชาชนอย่างแท้จริง นั่นไม่ใช่ความภักดี แต่คือความมืดบอดทางการเมืองอย่างน่าเป็นห่วง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราเห็นพรรคการเมืองบางพรรคพยายามผูกขาดคำว่า “มลายู” และ “ศาสนา” ราวกับเป็นทรัพย์สินของตนเอง ใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง สร้างความรู้สึกว่า หากไม่เลือกพรรคนี้ เท่ากับทรยศต่อเชื้อชาติและศรัทธา ทั้งที่ในความเป็นจริง การกระทำและจุดยืนทางนโยบายของพรรคกลับสวนทางกับหลักศาสนาอย่างชัดเจน

นโยบายที่สวนทางศาสนา แต่ถูกกลบด้วยวาทกรรม

สิ่งที่ประชาชนควรถามตัวเองอย่างตรงไปตรงมา คือ พรรคที่อ้างตัวเป็นตัวแทนของชาวมลายูและมุสลิมนั้น ได้ยืนอยู่บนหลักการศาสนาจริงหรือไม่ เมื่อพิจารณาจากจุดยืนทางนโยบายในระดับประเทศ เรากลับพบว่า พรรคเหล่านี้สนับสนุนนโยบายที่ขัดกับหลักศาสนาอิสลามอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็น

- การสนับสนุนให้เหล้าต้มและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถูกกฎหมาย

- การสนับสนุนกฎหมายสมรสเท่าเทียม

- การนิ่งเฉยหรือเห็นดีเห็นงามกับโครงสร้างสังคมที่บ่อนทำลายศีลธรรม

แต่เมื่อถึงฤดูหาเสียงในพื้นที่ กลับใช้คำพูดที่ฟังดูสวยหรู เช่น “จะพยายามให้อยู่ในกรอบศาสนา” “จะคำนึงถึงหลักอิสลาม” คำถามคือ หากในระดับนโยบายใหญ่ยังยอมโหวตหรือสนับสนุนสิ่งที่ขัดศาสนา แล้วคำสัญญาในเวทีหาเสียงมีค่าอะไร นอกจากการหลอกลวงผู้ศรัทธา

มีเพียงคนที่ขาดสติทางการเมืองเท่านั้น ที่จะเชื่อว่าพรรคการเมืองสามารถ “อยู่ในกรอบศาสนา” ได้ด้วยคำพูด ขณะที่การกระทำสวนทางอย่างสิ้นเชิง

การอ้างผลงานที่ไม่ตรงกับความจริง

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือการหยิบยกกรณี “พักหนี้ กยศ.” หรือ “ช่วยเหลือเยาวชน” มาอ้างว่าเป็นผลงานของพรรคตน ทั้งที่ในความเป็นจริง นโยบายเหล่านี้เป็นผลจากหลายฝ่าย หลายพรรค และกลไกของรัฐ ไม่ใช่ความดีความชอบของพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ

การอ้างผลงานเกินจริง ไม่ต่างจากการดูถูกสติปัญญาของประชาชน หากเรายังยอมรับการเมืองแบบนี้ ก็เท่ากับเปิดทางให้นักการเมืองใช้ประชาชนเป็นเพียงเครื่องมือสร้างอำนาจ ไม่ใช่ผู้รับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง

เลือกคน ไม่ใช่เลือกเผ่าพันธุ์

ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนในพื้นที่ต้อง “ตาสว่าง” และตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมา คนในพรรคการเมืองที่ใช้ศาสนาเป็นโล่กำบัง แต่กระทำสวนทางศาสนา คนที่ใช้เชื้อชาติเป็นเครื่องมือ แต่ไม่เคยสร้างความเป็นธรรมให้ทุกคนในสังคม คนแบบนี้หรือที่เราควรเคารพ และมอบอำนาจให้เป็นผู้แทนในสภา

การเลือก สส. ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นศาสนาเดียวกัน หรือเชื้อสายเดียวกัน ประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า ผู้แทนที่ดีคือผู้ที่

- ทำงานเพื่อประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม

- ไม่เลือกปฏิบัติทางศาสนาและชาติพันธุ์

- ยึดประโยชน์สาธารณะมากกว่าผลประโยชน์พรรค

- กล้ายืนหยัดในหลักการ ไม่ใช่เปลี่ยนจุดยืนตามฤดูกาลเลือกตั้ง

แม้เขาจะต่างศาสนา ต่างเชื้อชาติ หากเขาทำคุณประโยชน์ให้บ้านเมืองอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์ และเป็นธรรม เขาย่อมมีคุณค่ามากกว่านักการเมืองที่อ้างศาสนาแต่บ่อนทำลายศรัทธาเสียเอง

ศักดิ์ศรีของประชาชน อยู่ที่การเลือกอย่างมีสติ

การลงคะแนนเสียงไม่ใช่เรื่องของความสงสาร ไม่ใช่เรื่องของพวกพ้อง และไม่ใช่เรื่องของสายเลือด แต่คือการตัดสินอนาคตของบ้านเมืองและลูกหลาน หากเรายังเลือกเพราะคำว่า “มลายูเหมือนกัน” ทั้งที่ไม่เคยได้ประโยชน์ใด ๆ กลับมา นั่นไม่ใช่ความภาคภูมิใจ แต่คือการทำร้ายชุมชนของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ประชาชนมีศักดิ์ศรีมากพอที่จะเลือกคนดี ไม่ใช่เลือกป้ายพรรค ถึงเวลาหยุดโง่เขลาในนามของอัตลักษณ์ และเริ่มใช้ปัญญาในนามของอนาคต.

เมื่อความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือ และประชาชนกลายเป็นผู้ถูกหลอกซ้ำซาก

ศาสนากับการเมือง : เมื่อความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือ และประชาชนกลายเป็นผู้ถูกหลอกซ้ำซาก

ในสังคมประชาธิปไตย ศาสนาเป็นพื้นที่แห่งศรัทธา เป็นหลักยึดทางจิตใจ และเป็นกรอบคุณธรรมที่ช่วยหล่อหลอมมนุษย์ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ขณะที่การเมืองควรเป็นกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากร แก้ไขปัญหาปากท้อง และสร้างความเป็นธรรมให้ประชาชนทุกกลุ่ม แต่เมื่อใดที่ศาสนาถูกดึงลงมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เมื่อนั้น “ความศรัทธา” ย่อมถูกบิดเบือน และประชาชนย่อมตกอยู่ในสภาพของผู้ถูกชักจูงมากกว่าผู้มีสิทธิ์ตัดสินใจอย่างมีสติ

กรณีของ พรรคประชาชาติ ที่พยายามนำหลักความเชื่อทางศาสนามาเชื่อมโยงกับการเมือง โดยอ้างอิงเรื่องราวของศาสดานบีนูฮ์ (นบีนุห์) หรือ โนอาห์ (Noah) กับการสร้างเรือใหญ่เพื่อพาผู้ศรัทธาพ้นภัยพิบัติ เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายาม “กล่อมเกลาทางความคิด” มากกว่าการเสนอทางออกเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

การอธิบายว่าบรรพชนในยุคนั้นลุ่มหลงในโลกีย์ ผิดลูกผิดเมีย ชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย แล้วจบลงด้วยหายนะ เป็นการดึงเรื่องศาสนามาเชื่อมโยงกับบริบทสังคมปัจจุบันอย่างผิวเผิน และอันตรายอย่างยิ่ง เพราะแทนที่จะชวนประชาชนใช้สติปัญญา กลับเลือกใช้ “ความกลัว” และ “บาปบุญ” เป็นเครื่องมือกดทับความคิดของชาวบ้าน

คำถามสำคัญคือ ศาสนาถูกใช้เพื่อยกระดับจิตใจ หรือถูกใช้เพื่อปิดบังความล้มเหลวทางการเมืองกันแน่

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ที่พรรคประชาชาติมีบทบาทและดำรงตำแหน่งทางการเมืองในระดับต่าง ๆ สังคมควรถามอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคได้ทำคุณงามความดีอะไรให้ประชาชนบ้าง โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนตาดำ ๆ ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) ที่ถูกใช้เป็น “ฐานคะแนนเสียง” มาอย่างยาวนาน

ไม่ใช่คำปราศรัย ไม่ใช่คำสอนเชิงศาสนา และไม่ใช่การยกตัวอย่างจากคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ แต่คือ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ในชีวิตประจำวันของประชาชน

ถนนเส้นหน้าบ้านวันนอร์ฯ ที่ชาวบ้านใช้สัญจรทุกวัน วัวนอนเกลื่อนกลางถนนจนเกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า รถจักรยาน รถยนต์พังเสียหาย ชาวบ้านบาดเจ็บ บางรายต้องสูญเสียรายได้ บางรายเกือบสูญเสียชีวิต ปัญหาเล็ก ๆ ที่สะท้อนความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารจัดการในพื้นที่ กลับไม่เห็นการแก้ไขอย่างจริงจัง

คำถามง่าย ๆ คือ ใครรับผิดชอบ

- อยู่ที่ไหนในช่วงที่ชาวบ้านเดือดร้อน

- ทำไมปัญหาที่เห็นกันตำตา ถึงถูกปล่อยปละละเลย

หากแค่การจัดการความปลอดภัยขั้นพื้นฐานในถนนหน้าบ้านยังทำไม่ได้ แล้วจะไปพูดถึงการบริหารบ้านเมืองระดับประเทศได้อย่างไร

แต่แทนที่จะออกมายอมรับความล้มเหลว กลับเลือกใช้ “ศาสนา” มาเป็นฉากหน้า ใช้หลักจิตวิทยาแบบกลับกลอก ปิดตาชาวบ้านด้วยถ้อยคำสวยหรู สร้างภาพว่าตนเองยืนอยู่ข้างศีลธรรม ทั้งที่ในทางปฏิบัติกลับไม่สามารถปกป้องประชาชนจากปัญหาที่อยู่ตรงหน้าได้เลย

ยิ่งน่าหดหู่ เมื่อพฤติกรรมทางการเมืองเป็นไปตามวัฏจักรเดิม ๆ

ขณะมีอำนาจ — เงียบ ห่างเหิน เสวยสุขสบาย

ใกล้หมดวาระ — อ่อนน้อม เข้าหาโต๊ะครู เข้าหาชาวบ้าน เข้าหาศาสนา เพื่อขอคะแนนเสียง

ศาสนาจึงไม่ใช่ที่พึ่งทางจิตใจอีกต่อไป แต่กลายเป็น เครื่องมือหาเสียง ที่ถูกหยิบยกมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่สนใจว่าศรัทธาของประชาชนจะถูกทำให้แปดเปื้อนเพียงใด

ประชาชนในพื้นที่ จชต. ไม่ได้ต้องการนักการเมืองที่เทศนาเก่ง หรือยกตัวอย่างจากประวัติศาสตร์ศาสนาได้ลึกซึ้ง แต่ต้องการผู้นำที่ แก้ปัญหาเป็น รับฟังเสียงชาวบ้าน และกล้ายืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน มากกว่าผลประโยชน์ของพรรคหรือกลุ่มตนเอง

การเอาเรื่องเรือโนอาห์มาสร้างภาพว่าพรรคคือ “เรือแห่งความรอด” อาจฟังดูศักดิ์สิทธิ์ในเวทีปราศรัย แต่ในโลกความจริง ชาวบ้านไม่ได้จมน้ำจากภัยพิบัติทางศีลธรรม หากแต่กำลังจมอยู่กับปัญหาปากท้อง ความไม่ปลอดภัย และความล้มเหลวของระบบการเมือง

นี่อาจเป็น ชังโชคร้ายของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ต้องเผชิญกับนักการเมืองซึ่งเก่งในการพูดเรื่องศรัทธา แต่ยากนักในการทำหน้าที่พื้นฐานของผู้แทนประชาชน

ศาสนาควรถูกเคารพ ไม่ใช่ถูกใช้

ประชาชนควรถูกปกป้อง ไม่ใช่ถูกหลอก

และการเมืองควรถูกตรวจสอบ ไม่ใช่ได้รับอภิสิทธิ์จากความศักดิ์สิทธิ์

ถึงเวลาแล้วที่ชาวบ้านจะตั้งคำถาม และไม่ยอมให้ใครเอาศาสนามาบังหน้า เพื่อปกปิดความจริงอีกต่อไป