2 อุสตาซพบ จนท.-ลุยเอาผิด
“มือมืด” หลอกเยาวชนชูภาพกลุ่มป่วนใต้
รอง
ผอ.รมน.ภาค 4 เรียกประชุมสางปม “เด็กถือรูปกลุ่มป่วนใต้ถูกวิสามัญฯ”
ร่วมขบวนพาเหรดกีฬาตาดีกาสัมพันธ์ที่ปะนาเระ
ลุยเอาผิดทางกฎหมายขบวนการหลอกใช้เด็กเป็นเครื่องมือ
เหตุละเมิดสิทธิเด็กอย่างชัดเจน ถามหาองค์กรสิทธิ-ภาคประชาสังคมในพื้นที่แสดงเจตนาบริสุทธิ์ออกมาร่วมเรียกร้องสิทธิให้หนูน้อยซึ่งเป็นผ้าขาว
พร้อมเชิญเด็กที่ถูกหลอกใช้ รวมถึงผู้ปกครอง 4 รายให้ข้อมูล
ความคืบหน้ากรณีมีกลุ่มบุคคลใช้เด็กเป็นเครื่องมือมือ
ด้วยการหลอกให้นักเรียนตาดีกาถือรูปผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมหลายราย
ในลักษณะเชิดชูเป็นฮีโร่ ในกิจกรรมขบวนพาเหรดกีฬาตาดีกาสัมพันธ์ของ ต.บ้านน้ำบ่อ
อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี เมือวันที่ 22 ก.ค.66 ที่ผ่านมา
โดยฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าเป็นขบวนแนวร่วมป่วนใต้ที่มุ่งบ่มเพาะเยาวชน
สร้างความแตกแยกและเกลียดชังรัฐนั้น
เรียกทุกภาคส่วนถกเครียดหาทางออก
ล่าสุดวันพฤหัสบดีที่
27 ก.ค.66 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า(กอ.รมน.ภาค 4 สน.) นำโดย
พล.ต.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองผอ.รมน.ภาค 4 สน.
ได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยเข้าให้ข้อมูล
พร้อมจัดทำโมเดลตัวอย่างการเข้าไปควบคุมการจัดกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนี้
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยอีก
รวมทั้งเตรียมแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาละเมิดสิทธิเด็กต่อบุคคลที่สามที่ใช้เด็กเป็นเครื่องมือ
พล.ต.ปราโมทย์
กล่าวว่า ภาพเด็กถือรูปผู้ก่อความไม่สงบที่เสียชีวิตจากการยิงปะทะ
ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างกว้างขวาง
แม่ทัพภาคที่ 4 จึงได้สั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และวันนี้ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งที่เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดกิจกรรม
ตั้งแต่ นายก อบต.บ้านน้ำบ่อ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โต๊ะอิหม่าม
รวมทั้งครูโรงเรียนตาดีกา และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สช.อำเภอ สช.จังหวัด(สำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ
และจังหวัด) ศปก.อำเภอปะนาเระ และหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่
รวมทั้งกองกำลังตำรวจจังหวัดปัตตานี มาร่วมประชุมหารือและหาทางออก
ผลการประชุม
ในส่วนของคณะกรรมการจัดงาน ล้วนรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เพราะทุกคนยืนยันตรงกันว่า
การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความสามัคคีของพี่น้องประชาชน
และเด็กๆ ทั้ง 5 หมู่บ้านในพื้นที่ ต.บ้านน้ำบ่อ
ภายหลังทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่ามีกิจกรรมแฝงเข้ามา
ทางคณะผู้จัดก็รู้สึกตกใจและไม่สบายใจ อยากขอโทษต่อสังคม
เพราะกิจกรรมในครั้งนี้แท้จริงแล้วทางคณะผู้จัดมีเจตนาที่ดี
แต่กลับมีบุคคลที่สามมาทำให้กิจกรรมผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น
ซึ่งทางเจ้าหน้าที่และทางคณะผู้จัดพร้อมจะประสานความร่วมมือในการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ตรวจสอบกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีที่มาทำให้กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์
เตรียมเอาผิดขบวนการหลอกใช้เด็กเป็นเครื่องมือ
พล.ต.ปราโมทย์
กล่าวต่อว่า ในส่วนของการดำเนินการประการแรก จากนี้จะใช้มาตรการทางกฎหมาย
โดยได้มีการประสานให้กองกำลังตำรวจจังหวัดปัตตานี
เป็นหน่วยเจ้าภาพในการรวบรวมพยานหลักฐาน
แล้วก็สืบสภาพต่อกลุ่มบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด
ถือว่าเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผิด
พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเด็ก ผิดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของยูเอ็น
ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ต้องมีการพิจารณาเรื่องข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนที่สอง
คือในเรื่องของการสร้างความเข้าใจ ได้มอบหมายให้ศูนย์สันติวิธี
และสำนักมวลชนและกิจการพิเศษ
จัดทำแนวทางในการเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน
ผู้ใหญ่บ้าน และโต๊ะอิหม่าม เพื่อใช้เป็นโมเดลในการจัดกิจกรรมในพื้นที่ต่อไป
ทั้งมอบหมายให้ กอ.รมน.จังหวัด ศปก.อำเภอ สช.จังหวัด สช.อำเภอ ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางในการจัดกิจกรรมในลักษณะนี้
ตั้งแต่เรื่องของการขออนุญาตจัดกิจกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมาย การเข้าร่วมสนับสนุน
รวมทั้งกำหนดแนวทางและมาตรการต่างๆ ป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ
“ถือว่าเป็นบทเรียน
จากการจัดกิจกรรมตาดีกาสัมพันธ์บ้านน้ำบ่อในครั้งนี้ ในแง่ของผลดีเราจะใช้โมเดลของบ้านน้ำบ่อเป็นแนวทางที่จะกำหนดแนวทางจัดกิจกรรมลักษณะแบบเดียวกันต่อไป
เพื่อป้องกันกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่จะเข้ามาแสวงประโยชน์
โดยเฉพาะการใช้เด็กเป็นเครื่องมือ”
แก้ปัญหาบ่มเพาะเยาวชนผ่าน
“สภาประชาธิปไตยตำบล”
พล.ต.ปราโมทย์
กล่าวถึงการแก้ปัญหาการบ่มเพาะเด็กเยาวชนในพื้นว่า
ในเรื่องของการแก้ปัญหาที่เป็นรากเหง้า ที่เป็นเงื่อนไขของปัญหา
ทั้งในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา มาตุภูมิ และประวัติศาสตร์
เราได้ดำเนินการทั้งในระดับโยบายที่กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการภาพรวม
ส่วนในระดับพื้นที่ได้มีการกำหนดแผนงานโครงการที่จะเข้าไปดำเนินการ
ทั้งในเรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกันในเด็ก
ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาจากเด็กที่อาจจะได้รับการบ่มเพาะไปแล้ว
รวมทั้งในเรื่องของการบริหารจัดการด้านต่างๆ
ซึ่งขณะนี้โดยภาพรวมทุกกลไกของภาครัฐภายใต้แผนการบูรณาการในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
เราได้ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาการบ่มเพาะเด็ก ตลอดเวลาที่ผ่านมา
เราพยายามบูรณาการทุกกลไกของภาครัฐ และภาคประชาชน อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน
ผ่านโครงการสภาประชาธิปไตยตำบล
ในเรื่องของการสร้างความเข้าใจและสร้างความตระหนักรู้ เพื่อให้เด็กมีภูมิคุ้มกันที่ดี
โดยเฉพาะในเรื่องของการทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครอง
เพื่อช่วยกันดูแลบุตรหลานของตัวเองอีกทางหนึ่ง
จี้
“องค์กรสิทธิ์-ภาคประชาสังคม” ร่วมปกป้องสิทธิเด็ก
รอง
ผอ.รมน.ภาค 4 สน. ยังกล่าวถึงองค์กรสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ด้วยว่า
ตลอดเวลาที่ผ่านมามีองค์กรด้านสิทธิมุนษยชน องค์กรภาคประชาสังคม
ที่พยายามออกมาเรียกร้องในเรื่องของการเข้าไปละเมิดหรือคุกคามเด็ก
เรียกร้องให้มีการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเด็ก
ให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการสิทธิเด็กมาอย่างต่อเนื่อง
แต่สิ่งที่เป็นคำถามของสังคมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ กลับไม่มีองค์กรใดๆ
ออกมาเรียกร้องเพื่อให้กลุ่มขบวนการยุติการใช้เด็กเป็นเครื่องมือ
“อยากจะฝากไปยังองค์กรนักสิทธิมนุษยชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่
ท่านจะต้องเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้เจตนารมณ์ที่บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเรื่องการเข้ามาช่วยกันและปกป้องคุ้มครองเด็กจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือ
โดยเฉพาะการใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังและสร้างความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า
19 ปี ก็อยากให้องค์กรเหล่านี้ออกมาเรียกร้องให้ผู้ที่กำลังกระทำได้ยุติพฤติกรรมเหล่านี้ด้วย”
“เด็กคือผ้าขาว
เด็กคือผู้บริสุทธิ์ มันอยู่ที่ผู้ใหญ่เราจะแต่งเติมสีอะไรให้เขา
ถ้าเราต้องการให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
เราก็แต่งแต้มสีที่สวยงามไปให้เด็ก
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเรากลับพบว่ามีผู้ใหญ่หรือกลุ่มขบวนการบางคนได้ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการแสวงประโยชน์ให้กับตนเองและกลุ่มขบวนการ
ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการปลุกระดมบ่มเพาะเด็กให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ใช้ความรุนแรง
และเป็นผู้ใหญ่ที่มีแต่ความเกลียดชัง
สุดท้ายเด็กเหล่านี้ก็จะมาซ้ำเติมสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ให้เลวร้ายมากยิ่งขึ้น”
เชิญ
“เด็ก-ผู้ปกครอง 4 ราย” ให้ข้อมูล
มีความคืบหน้าการตรวจสอบหาตัวบุคคลที่หลอกใช้เด็กเป็นเครื่องมือ
ปรากฏว่า อุสตาซ 2 คนของโรงเรียนตาดีกาที่ถือภาพในขบวนพาเหรดตามที่เป็นข่าว
ได้เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ปานาเระ แล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งผู้ใหญ่บ้านและผู้นำในพื้นที่รับทราบ
ก่อนส่งรถยนต์กระบะเข้าไปรับตัวเด็กนักเรียนตาดีกาเป็นเด็กผู้ชาย จำนวน 4 คน
ซึ่งเป็นผู้ที่ถือรูปภาพที่มีปัญหา พร้อมด้วยผู้ปกครองเป็นผู้หญิง จำนวน 3 คน
เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอปานาเระ เพื่อดำเนินการสอบปากคำและตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
สำหรับเด็กนักเรียนที่ถือรูปผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ถูกวิสามัญฯ
ในขบวนพาเหรดกีฬาตาดีกาสัมพันธ์ มีทั้งหมดมี 9 คน
ทางเจ้าหน้าที่สามารถติดต่อและเชิญตัวพร้อมผู้ปกครองมาพบได้เพียง 4 คน ส่วนอีก 5
คน ทราบว่ายังไม่สามารถติดต่อได้

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น